ลงทุนอะไรดี ในภาวะเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน

ลงทุนอะไรดี ในภาวะเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน

ปัจจุบัน ผู้ที่คิดจะลงทุนจำเป็นต้องคิดให้รอบคอบมาก เพื่อที่จะให้เงินที่มีอยู่เพิ่มมูลค่าได้ดีที่สุด โดยมีความเสี่ยงอยู่ในค่าที่พอรับได้ ซึ่งการจะเพิ่มหรือลดมูลค่าของทรัพย์ที่มีได้อย่างดี ก็ต้องศึกษาติดตามสถานการณ์ของโลกอยู่เสมอ เรามาดูกันว่า ในช่วงภาวะเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอนเช่นนี้ ผู้ที่มีเงินและอยากเพิ่มมูลค่าให้แก่เงินเก็บ ควรจะต้องลงทุนในรูปแบบใด

ความเสี่ยงในช่วง เศรษฐกิจโลกผันผวน

ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนทั้งจากการเมืองระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน หรือ อิหร่าน จะทำให้การลงทุนบางอย่างมีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ลงทุนในตลาดหุ้นแบบเทรดรายวัน มีโอกาสที่จะสูญเงินมาก โดยเฉพาะถ้าคุณไม่มีประสบการณ์ในการเล่นหุ้นมาก่อน

แนะนำว่าในช่วงนี้ ให้ศึกษาเรื่องของระบบบัญชี หาค่าพื้นฐานที่ดีของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้ลงทุนในแนวหุ้นพื้นฐานที่จะได้รับเงินปันผลในระยะยาวดีกว่าการซื้อหุ้นแบบเก็งกำไรซื้อขายตามจังหวะในระยะสั้น ซึ่งจะทำให้คุณเสี่ยงต่อการสูญเงินถึงขั้นติดลบได้เลยทีเดียว

นอกจากนี้ การที่ภาวะเศรษฐกิจโลกเกิดปัญหาจากความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจที่ผลิตน้ำมันอย่างอิหร่าน อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้ ซึ่งทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจส่งออกในช่วงนี้ อาจจะมีส่วนของกำไรน้อยลง และต้องปรับตัวอย่างสูง

หากจะลงทุนในธุรกิจที่เป็นสินค้าจำหน่ายต่างประเทศ ก็ต้องคิดให้มาก เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งตัวและมีค่าขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นมาก ให้เป็นภาระที่ต้องใช้เงินทุนสำรองสูง

สำหรับผู้ที่ชอบการซื้อทองเก็บไว้ นับว่าเป็นโอกาสที่ดีในช่วงเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในปี 2020 เนื่องจากทองคำยังเป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ทองคำจะมีมูลค่าอยู่ที่ 1 บาทเท่ากับ 5,000 กว่าบาท แต่ปัจจุบันเท่า 1 บาท มีมูลค่ามากกว่า 2 หมื่นบาท การซื้อทองเก็บไว้เก็งกำไรจึงมีประโยชน์กับคุณอย่างมาก และทำให้คุณสามารถที่จะนำมาเปลี่ยนเป็นเงินสดใช้ยามจำเป็นได้อย่างรวดเร็วด้วย ทั้งนี้ การซื้อทองคำเก็บไว้มีหลายรูปแบบ อาจจะซื้อเป็นทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ จากร้านที่คุณไว้ใจได้ ซึ่งจะมีเอกสารการันตีคุณภาพของทองคำ หรืออาจจะซื้อในรูปแบบของกองทุนบางตัวที่เป็นการลงทุนในทองคำโดยผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องของความปลอดภัยที่จะเก็บทองคำไว้กับตัว และอย่าลืมว่าการซื้อทองคำในรูปแบบกองทุนยังอาจมีเงินปันผลหรือส่วนค่าตอบแทนในหลากหลายรูปแบบตามที่รายละเอียดของแต่ละกองทุนระบุไว้ด้วย

จะเห็นได้ว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกยุคปัจจุบันมีผลต่อแนวทางในการลงทุนอย่างมาก เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณได้มองเห็นแนวทางการลงทุนในภาวะเศรษฐกิจผันผวนได้ดียิ่งขึ้น

ความเสี่ยงในช่วง เศรษฐกิจโลกผันผวน

ไขข้อข้องใจใครคือ 5 ชาติผู้นำคุมเศรษฐกิจโลก

ไขข้อข้องใจใครคือ 5 ชาติผู้นำคุมเศรษฐกิจโลก

หากพูดถึงการแข่งขันระหว่างประเทศตอนนี้แน่นอนว่าก็คงไม่มีการแข่งขันกีฬาประเภทไหน ๆ ก็ดุเดือดเท่าสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งหลาย เพราะว่าเมื่อใดที่ประเทศเหล่านี้ออกนโยบายบอยคอต คว่ำบาตร เพิ่มภาษีนำเข้า-ส่งออก หรือจับมือกันทางการค้า ประเทศเล็ก ๆ ทั้งหลายต่างใจหายใจคว่ำรีบหาทางรับมือกันให้วุ่นแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้ลงไปเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงก็ตาม เหตุผลนั้นก็เนื่องจากเศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศมักจะเกี่ยวข้องกับประเทศผู้นำด้านเศรษฐกิจไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ประเทศไหนจะเป็นประเทศทรงอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจโลกบ้างนั้น วันนี้เรามีคำตอบดี ๆ มาฝาก

5 ประเทศ มีอิทธิพลเรื่องเศรษฐกิจโลก

ประเทศจีน – ถ้าพูดถึงด้านเศรษฐกิจโลก วินาทีนี้เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึงประเทศจีน พี่ใหญ่ของเอเชียที่มีอัตราการเติบโตก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีเศรษฐีจีนเกิดใหม่มากมาย แถมบางคนยังกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลของโลกอีกต่างหาก อย่างไรก็ตามแม้นักวิเคราะห์หลายคนจะมองว่าขณะนี้เศรษฐกิจจีนอาจมีการชะลอตัวบ้างเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นจีนก็ยังคงครองแชมป์ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกอยู่ดี

ประเทศสหรัฐอเมริกา – หากมีชื่อของพี่จีนของเราแล้ว จะไม่พูดถึงคู่แข่งสำคัญอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาก็คงไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่าประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเป็นผู้นำโลกในทุกด้าน ทำให้สหรัฐอเมริกามีอำนาจในการต่อรองทางการค้าและกำหนดนโยบายนำเข้าส่งออกกับหลาย ๆ ประเทศได้

ประเทศรัสเซีย – สำหรับประเทศต่อมา หลายคนอาจรู้สึกก้ำกึ่งว่าเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจจริงหรือ เพราะไม่ค่อยได้ยินข่าวเศรษฐกิจของประเทศนี้สักเท่าไหร่ แต่บอกเลยว่าประเทศรัสเซียนั้นเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติสำรองในประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นได้จากการถูกสหรัฐพยายามคว่ำบาตรมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้รัสเซียสะเทือนเลยสักนิด แถมยังหันไปจับมือกับจีนให้สหรัฐฯ เจ็บใจอีกต่างหาก

ประเทศญี่ปุ่น – เชื่อว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีของโลก ดังนั้นจึงทำให้ที่ญี่ปุ่นกลายเป็นตลาดใหญ่ด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์ไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และรถยนต์ไปยังประเทศต่าง ๆ ไปโดยปริยาย ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันดีกับหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

ประเทศสหราชอาณาจักร – ปิดท้ายกันที่ประเทศสหราชอาณาจักร หนึ่งในประเทศที่มีคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับดีเยี่ยม ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ออกหน้าคว่ำบาตรบอยคอตประเทศไหนเหมือนเพื่อนรักอย่างสหรัฐฯ แต่ทุกครั้งที่มีการประชุมสรุปท่าทีทางเศรษฐกิจของบรรดาชาติผู้นำ ประเทศสหราชอาณาจักรมักเป็นตัวแปรสำคัญที่ถูกดึงเข้าไปร่วมด้วยทุกครั้งไป

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ 5 ชาติผู้นำคุมเศรษฐกิจโลกที่เรานำมาฝากนี้ ซึ่งจะเห็นว่านอกจากประเทศเหล่านี้จะทรงอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ทางการทหารเองก็ใช่ย่อย เพราะแต่ละประเทศมีรากฐานมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การห้ำหั่นกันทางการค้าจะถูกนำขึ้นมาเป็นข้ออ้างสำหรับการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างประเทศ

5 ประเทศ มีอิทธิพลเรื่องเศรษฐกิจโลก

เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เราลงทุนอะไรดี

เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เราลงทุนอะไรดี

สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนช่วงหลายปีมานี้ นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์ต่างกล่าวว่าเป็นปัญหาของเศรษฐกิจระยะชะลอตัว ซึ่งเกี่ยวพันกับปัญหาการค้าการทูตระหว่างสองประเทศใหญ่ คือ สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งทำให้ต้องใช้เวลาในการฟื้นสภาวะตลาดการเงินการลงทุน เรามาดูกันว่า ในภาวะนี้คนไทยควรลงทุนแบบใดดีจึงจะปลอดภัยและมีความเสี่ยงต่ำ

ลงทุนด้านไหนดี กับเศรษฐกิจแบบนี้

ลงทุนทองคำ : เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ควรเลือกซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเองแล้วรอเวลา เช่น เก็บไว้เก็งกำไรระยะ 3-5 ปี ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธมูลค่าของทองคำ อันเป็นสิ่งที่คนนิยมมานานหลายสิบปี นับวันมีแต่จะมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ทองคำราคาเฉลี่ยบาทละ 5 พันบาท แต่ปัจจุบัน ราคาบาทละ 25,000 บาท การซื้อทองเก็บไว้จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้อย่างปลอดภัยไม่มีคำว่าขาดทุน เป็นการลงทุนระยะปานกลางถึงยาวที่ความเสี่ยงต่ำ ซึ่งจะซื้อในรูปแบบทองคำรูปพรรณหรือทองคำแท่งก็ได้ เพียงจะมีค่าใช้จ่ายเป็นค่ากำเหน็จต่างกัน ส่วนคนที่ไม่ต้องการซื้อเป็นทองเก็บไว้กับตัว ก็เลือกเป็นกองทุนที่ลงทุนกับทองคำแทนได้เช่นกัน

REITs หรือ Real Estate Investment Trust : ผู้ที่สนใจทำธุรกิจแนวอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า แต่ไม่ต้องการลงทุนเองด้วยเงินทุนสูง และไม่มีเวลาดูแลอาคารต่าง ๆ รวมถึงการตามเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เช่าด้วยตัวเอง ควรศึกษา REITs เพราะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์แบบเฉพาะตัวที่เรียกว่า ทรัสต์ ซึ่งนิยมมากในขณะนี้ ผู้จัดการทรัสต์ REITs จะคอยดูแลบริหารจัดการให้แบบมืออาชีพ ซึ่งทิศทางการเติบโตของ REITs จะสอดคล้องกับการลงทุนทองคำ การลงทุนใน REITs ก็เหมือนได้มีสินทรัพย์ให้เช่าของตัวเองทั้งในและต่างประเทศ โดยมีผู้ดูแลเป็นหูเป็นตาให้ เรียกได้ว่า REITs เป็นวิธีเพิ่มมูลค่าเงินที่คุณมีอยู่ให้เพิ่มได้เฉลี่ย 6-8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนสูงในสภาวะเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน

ผลิตภัณฑ์กลุ่มเพื่อสุขภาพ : การลงทุนธุรกิจส่วนตัวที่มีตลาดผู้ซื้อทั่วโลกมากที่สุด คือ สินค้าด้านสุขภาพ เพราะคนจำนวนมากเข้าสู่อายุวัยหลังเกษียณ ซึ่งมีภาวะเสื่อมโทรมและต้องการการดูแลรักษาสุขภาพอย่างมาก สินค้าและบริการเพื่อสุขภาพจึงมีแนวโน้มตลาดที่ดี ไม่ว่าจะเพื่อการฟื้นฟูให้ร่างกายแข็งแรง การตอบโจทย์รักษาเฉพาะโรค เครื่องสำอางกลุ่มลดริ้วรอย การนวดบำบัดโรค ฯลฯ เพียงศึกษาในเชิงลึกและค่อย ๆ สร้างแบรนด์ให้ติดตลาด ก็มีโอกาสสูงที่จะทำกำไรได้หลายเท่าตัวในแต่ละปี

การลงทุนทุกอย่างล้วนมีความเสี่ยง โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงถดถอย ต้องวางแผนการบริหารจัดการในระยะยาวอย่างรอบคอบ และต้องมีเงินสำรองมากเพียงพอด้วย จึงจะลดความเสี่ยงได้ดีขึ้น

ลงทุนด้านไหนดี กับเศรษฐกิจแบบนี้

อยากลงทุนต้องรู้แหล่งข่าวเศรษฐกิจโลก

อยากลงทุนต้องรู้แหล่งข่าวเศรษฐกิจโลก

การติดตามข้อมูลอย่างรวดเร็วในยุค 5G เป็นสิ่งจำเป็นมาก โดยเฉพาะผู้ที่สนใจด้านของการเงินการลงทุน ที่ต้องตัดสินใจซื้อขายหุ้น กองทุน หรือเลือกลงทุนทำธุรกิจต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับภาวะการเคลื่อนไหวของ เศรษฐกิจโลก และการเมือง ซึ่งจะทำให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที

ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการลงทุนรูปแบบต่าง ๆ กับต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องรู้แหล่งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันในการหาข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่มีความน่าเชื่อถือและมีข้อมูลฉับไว ซึ่งเราได้รวบรวมแหล่งข้อมูลที่สำคัญ มาฝากกันดังนี้

1. Investing.com

เป็นเว็บไซต์ชั้นนำที่มีข้อมูลข่าวสารการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ที่อัปเดตกันเป็นประจำ และยังมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับ ผู้ที่ชอบลงทุนด้วยการเล่นหุ้น ซื้อขายตราสารหนี้ ลงทุนแบบ Future โดยจะมีการแสดงผลข้อมูลทางสถิติต่าง ๆ ให้ดูย้อนหลังอย่างละเอียด เพื่อการตัดสินใจลงทุนได้อย่างรอบคอบยิ่งขึ้น

2. MorningStar.com

เป็นเว็บไซต์ที่กูรูด้านการเงินแนะนำให้ผู้ที่ชอบลงทุนติดตามข่าวสารเป็นประจำ เพราช่วยให้วางแผนลงทุนการเงินและบริหารธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวม ที่มีข้อมูลตัวเลขและผลวิเคราะห์ในอดีตที่น่าสนใจ หากติดตามเป็นประจำ จะทำให้ผลรวมกำไรจากการลงทุนสูงขึ้นอย่างแน่นอน

3. Bloomberg.com

นับเป็นแหล่งข่าวที่มีความน่าเชื่อถือและอัปเดตอย่างรวดเร็ว มีทีมงานที่มีความสามารถสูง ทำให้นำข่าวสารด้านเศรษฐกิจจากทั่วทุกมุมโลกมาอัปเดตในที่เดียว จึงเป็นเว็บไซต์ที่เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาโอกาสในการทำธุรกิจใหม่ ๆ อยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็สามารถศึกษาข้อมูลเพื่อการลงทุนในต่างประเทศได้ตลอดเวลา ซึ่งมีทั้งบริการแบบฟรีและข้อมูลแบบพรีเมี่ยม ที่ต้องเสียเงินแบบรายเดือน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญการันตีว่ามีความคุ้มค่าในการใช้บริการแน่นอน

4. Reuters.com

สํานักข่าวรอยเตอร์เป็นแหล่งข้อมูลที่ได้รับความเชื่อถือจากคนทั่วโลก ทั้งในความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลและความรวดเร็วในการอัปเดตข่าวสาร มักมีการสรุปประเด็นหรือเสนอไอเดียที่มีความแปลกใหม่ ที่ผู้อ่านสามารถนำไปต่อยอดทางธุรกิจได้อีกด้วย

5. cnbc.com

เป็นเว็บไซต์ที่มีการวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกอย่างรอบด้านจากผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดและการลงทุนจำนวนมาก มาร่วมกันในการเสนอข้อมูลและมีระบบ podcast ที่ช่วยให้ติดตามฟังได้สะดวกเข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่สนใจการลงทุน สามารถติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ตลอดเวลาทุกสถานที่ แม้กำลังเดินทางหรือขับรถอยู่ เป็นช่องทางในการรับข่าวสารเศรษฐกิจโลกที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า ผู้ที่อยากลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ต้องศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์รวมเศรษฐกิจโลกที่มีความน่าเชื่อถือและมีข้อมูลใหม่ ๆ ที่อัปเดตตลอดเวลา เพื่อให้ได้โอกาสที่ดีในการเลือกจังหวะลงทุนหรือตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ อย่างผิดพลาดน้อยที่สุด

เว็บไซต์ที่มีการวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกอย่างรอบด้าน

ปัจจัยสะท้อน เศรษฐกิจโลก อยู่ในความเสี่ยง

ปัจจัยสะท้อน เศรษฐกิจโลก อยู่ในความเสี่ยง

สงครามการค้า ระหว่างสหรัฐและจีนระลอกใหม่กำลังเขย่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในขณะนี้ เศรษฐกิจของสหรัฐยังคงแข็งแกร่งโดยเห็นได้จากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เติบโตต่อเนื่องมานานกว่าทศวรรษ แม้ว่าการลงทุนทางธุรกิจจะลดลง พร้อมกับภาคการผลิตชะลอตัวก็ตาม ภายหลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐเข้ารับตำแหน่ง พบว่ามีกระแสตอบรับในเชิงบวก เช่น การจ่ายเงินเดือนพนักงานเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ส่วนอัตราการว่างงานอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกเกิดขึ้นหลายระลอกในปีนี้ เป็นผลจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าของสหรัฐกับจีน รวมถึงความเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงทั้งเยอรมนีและจีน ส่อเค้าว่าเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความเสี่ยง ทำให้ต้องจับตาปัจจัยลบที่เพิ่มความเสี่ยงดังต่อไปนี้

สิ่งที่เห็นได้ว่า เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความเสี่ยง

1.การใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง กระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐอย่างมากในภาวะที่การลงทุนทางธุรกิจชะลอตัว แม้ว่าคนอเมริกันยังคงใช้จ่ายไปกับรถยนต์ เสื้อผ้า และกาแฟทุกวัน ขณะที่ยอดขายร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจออนไลน์ยังคงเติบโตแข็งแกร่งมาตลอดหลายเดือน แต่เศรษฐกิจสหรัฐก็ยังไม่น่าวางใจ มีแนวโน้มจะเกิดความตกต่ำในอนาคต ด้านผู้บริโภคเริ่มกังวลว่าภาวะเศรษฐกิจอาจถดถอย จึงระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นและชะลอการซื้อของราคาแพงไว้ก่อน

2.สหรัฐขัดแย้งกับจีนมากขึ้น ผู้นำสหรัฐกลับมาเปิดศึกทำสงครามการค้ากับจีนระลอกใหม่ เกษตรกรจีนตกที่นั่งลำบาก กังวลว่าได้รับผลกระทบจากภาษีตอบโต้ของรัฐบาลจีน เพราะไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรต่อไป จึงตัดสินใจชะลอการลงทุนทางธุรกิจในสหรัฐ อาจดึงเกมชะลอการลงทุนต่อไปอีกระยะหนึ่ง รัฐบาลสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่อัตรา 10% ในเดือนกันยายนนี้ มีผลกระทบต่อสินค้ากีฬาและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากจีน ส่วนจีนจะใช้มาตรการตอบโต้ที่จำเป็น ทำให้นักวิเคราะห์ของสหรัฐไม่คาดหวังว่าสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงการค้าได้ก่อนการเลือกตั้งในปี 2563 สงครามการค้าจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักหน่วงยิ่งขึ้น

3.เศรษฐกิจเยอรมนีถดถอยเต็มรูปแบบ หลังการชะลอตัวต่อเนื่องในไตรมาสที่สอง เยอรมนีนับเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ถือว่าเศรษฐกิจถดถอยเต็มรูปแบบ มีโอกาสฉุดเศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำไปด้วย กองทุนการเงินระหว่างประเทศปรับลดคาดการณ์การเติบโตทั่วโลกในปีนี้อยู่ที่ 3.2% เรียกว่าอัตราการขยายตัวตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 พร้อมกับปรับลดคาดการณ์ปีหน้าเป็น 3.5% หากข้อพิพาททางการค้ารุนแรงขึ้น อัตราการขยายตัวจะลดลงกว่าครึ่ง ธนาคารกลางทั่วโลกได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เพื่อป้องกันการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ธนาคารกลาง 3 แห่งคือ อินเดีย นิวซีแลนด์และไทย ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพราะกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางการค้าและเศรษฐกิจมากกว่าเดิม

4.อัตราเงินเฟ้อต่ำเกินไป ธนาคารกลางพิจารณาว่าอัตราเงินเฟ้อต่ำในสหรัฐและทั่วโลกเป็นอันตรายว่า จะเกิดภาวะเงินฝืดเหมือนกับญี่ปุ่นที่ตกอยู่ในภาวะเงินฝืดนานกว่า 20 ปีแล้ว แม้จะเป็นเรื่องน่ากังวล แต่ดีกับผู้บริโภคตรงที่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในต่างประเทศอาจทำให้ราคาพลังงานถูกลง

5.การตัดสินใจของอังกฤษที่จะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลงอาจทำให้เศรษฐกิจของอังกฤษชะลอตัว ซึ่งจะเร่งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเร็วขึ้นอีก

สภาพเศรษฐกิจโลก เป็นเรื่องที่ต้องคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมรับมือความเสี่ยงต่าง ๆ ให้ดี เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ โดยได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

สิ่งที่เห็นได้ว่า เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความเสี่ยง

ก้าวใหม่ของจีนจะกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างไร

เศรษฐกิจในยุค 1950

จีนจัดพิธีเฉลิมฉลองวันชาติ 70 ปี มองย้อนกลับไปในยุคก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน พรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาควบคุมประเทศ ทุกคนยากจนอย่างเท่าเทียมกัน สมัยนั้นจีนพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ไม่มีคู่ค้า ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูต ต่อมาจีนเปิดกว้างและปฏิรูปตลาดการค้าที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ พร้อมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและเปิดเส้นทางการค้ากับต่างประเทศเพื่อฉุดคนหลายร้อยล้านคนให้พ้นจากความยากจน จนถึงปัจจุบันจีนกลายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แม้ว่าระบบเศรษฐกิจกระจายความมั่งคั่งสู่ประชาชน แต่กลับทำให้ความเหลื่อมล้ำมากขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมาเศรษฐีจำนวนน้อยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของปิรามิด ขณะที่ครอบครัวส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจน

เศรษฐกิจในยุค 1950

ในช่วงทศวรรษ 1950 เป็นยุคของเหมาเจ๋อตงที่พยายามพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งประเทศอดอยาก และยิ่งลำบากมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ยุคปฏิวัติทางวัฒนธรรมในปีทศวรรษ 1960 หลังยุคของประธานเหมาเข้าสู่สมัยการปฏิรูปของเติ้งเสี่ยวผิงเริ่มมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ชาวนาได้สิทธิ์ทำนาในแปลงของตัวเอง ปัญหาการขาดแคลนอาหารบรรเทาลง และมาตรฐานการครองชีพดีขึ้น จีนและสหรัฐสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นใหม่ เงินทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากแรงงานราคาถูก ต้นทุนค่าเช่าที่ดินถูก เศรษฐกิจจีน เติบโตแบบก้าวกระโดดน่าประทับใจที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

จีนกลายเป็นประเทศการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผลิตภัณฑ์สินค้าจากจีนมีขายอยู่ทั่วไปเพราะต้นทุนการผลิตต่ำทำให้ขายราคาถูก เหมาะสมกับยุคเศรษฐกิจในยุคข้าวยากหมากแพง สินค้าจากจีนจึงเป็นที่ต้องการ โดยมีการสั่งซื้อจากหลายประเทศทั่วโลก การปฏิรูปเศรษฐกิจช่วยยกระดับชีวิตคนจีนหลายร้อยล้านคนให้กินดีอยู่ดีขึ้น อัตราความยากจนลดลง ประชาชนมีการศึกษาดีขึ้น คาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า กำลังแรงงานของจีนเกือบ 30% จะได้เข้าศึกษาต่อถึงระดับมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังเป็นส่วนน้อยในสังคมจีนที่มีประชากรถึง 1,300 ล้านคน ความไม่เท่าเทียมยิ่งเพิ่มสูงและเห็นชัดมากขึ้นว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจก็ยังไม่แพร่กระจายอย่างทั่วถึง ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนา เศรษฐกิจโลก ที่มีความรวยแบบกระจุกตัวอยู่ที่นายทุนจำนวนน้อยรายในประเทศก้าวใหม่ของจีนจะกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างไร

ปัญหาความเหลื่อมล้ำส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ คนรวยมีความมั่งคั่งสูง ชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น แต่ชุมชนชนบทยังยากจน แรงงานขาดทักษะความรู้และมีความชรา ปัญหาความไม่เท่าเทียมในระบบเศรษฐกิจของเวเนซูเอล่าเป็นโมเดลที่นักเศรษฐศาสตร์ในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยรู้สึกเสียวสยองยิ่งว่าประเทศของตนเองกำลังจะเดินทางรอยหายนะนั้น เนื่องจากเศรษฐกิจทั้งหมดไม่ก้าวหน้า กลับกระตุ้นความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างคนรวยและคนจน ธนาคารโลกชี้ชัดว่ารายได้ของจีนต่อคนยังคงต่ำมาก อยู่ในเกณฑ์ของประเทศกำลังพัฒนา รายได้เฉลี่ยต่อปีของจีนอยู่ที่ 300,000 บาท เทียบกับคนอเมริกันซึ่งอยู่ที่ 1.86 ล้านบาท ทั้งที่มหาเศรษฐีและบริษัทธุรกิจจีนรวยติดอันดับท็อปของโลก ยิ่งเวลานี้จีนอยู่ในยุคที่ความเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลง หลายปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจพยายามลดการพึ่งพาการส่งออก เนื่องจากความต้องการสินค้าทั่วโลกลดลงและสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ยืดเยื้อ แรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีประชากรสูงอายุมากขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ

จีนยังคงเป็นกลไกสำคัญที่สุดของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ขณะนี้จีนกำลังเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนที่ครอบคลุมทั่วโลก ทดแทนการพึ่งพาตลาดสหรัฐ ต้องติดตามกันว่าการพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่และการสร้างเส้นทางสายไหมใหม่จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลกอย่างไรต่อไป

อัพเดทปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลก 2019 ที่คนรุ่นใหม่ควรรู้

อัพเดทปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลก 2019 ที่คนรุ่นใหม่ควรรู้

ตลอดปี 2019 นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการทั่วโลกวิเคราะห์ว่า คนทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง จากระบบเศรษฐศาสตร์มหภาคที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้าด้วยกัน ซึ่งคาดว่า ในปี 2020 จะอยู่ในภาวะถดถอยที่เห็นได้ชัดกว่าปัจจุบัน

โดยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขในตลาดหุ้นใหญ่ เช่น S&P ,Dow Jones ตลอดจนทิศทางการเคลื่อนไหวของเงินทุนระหว่างประเทศ ราคาทองคำและน้ำมันดิบ ฯลฯ อันเป็นดัชนีชี้วัดสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่สำคัญ กูรูทางด้านการเงินการตลาดให้เหตุผลว่า การที่เศรษฐกิจโลกมีการผันผวนมากต่อเนื่องมาหลายปีนั้น เกิดเนื่องจากสงครามทางการค้าที่ยืดเยื้อมาหลายปี ระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา

ปัญหานโยบาย American First

โดยเฉพาะตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้คะแนนเสียงเป็นผู้ชนะจากการเลือกตั้ง ให้เป็นประธานาธิบดี คนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ในปี 2016 มาจนถึงปัจจุบัน โดยใช้นโยบายตอนหาเสียงว่า American First เพื่อสร้างความหวังในการแก้ ปัญหาเศรษฐกิจ ฝืดเคือง ยาเสพติด คนว่างงาน ฯลฯ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งกับประเทศต่าง ๆ จำนวนมากเรื่อยมา ที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศเม็กซิโก ที่เคยมีกรณีพิพาทเรื่องของการให้ก่อสร้างกำแพง ลดการลักลอบเข้าไปทำงานในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย และยังทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมตามมา รวมถึงปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์สินค้า ทั้งหมวดอุตสาหกรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์กลุ่มไอที ที่ Huawei ได้รับผลกระทบดังที่เป็นข่าวทั่วโลกในช่วงปีที่ผ่านมา

นอกจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาแล้ว การที่ประเทศอังกฤษจะส่งมอบสิทธิ์การปกครองฮ่องกงคืนให้แก่จีน ในปี 2047 ที่กำลังมาถึง (ปัจจุบัน ฮ่องกงปกครองแบบ 1 ประเทศ 2 ระบอบ) ก็ทำให้เกิดม็อบจากกลุ่มคนฮ่องกงรุ่นใหม่ที่ไม่ยินยอมอยู่ภายใต้กฎระเบียบต่าง ๆ ของจีน ทำให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงปิดสนามบินและการจลาจลต่าง ๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจของฮ่องกงได้รับผลกระทบ ซึ่งส่งผลต่อประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างไทย ที่มีการทำธุรกิจร่วมกัน เช่น การค้า สายการบิน รายการโทรทัศน์ ฯลฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมา ทำให้บริษัทต่าง ๆ ที่เคยมีมูลค่าสูงในตลาดหุ้น ต่างปรับตัว มีการควบรวมกิจการ บางแบรนด์สินค้าที่เคยมีการเปิดหลายสาขาก็ต้องทยอยปิดตัว เพื่อลดค่าใช้จ่ายต้นทุน

ประกอบกับ ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์ด้านการตลาด ทำงานแทนคนได้ในหลายกระบวนการของอุตสาหกรรม จึงมีจำนวนผู้ว่างงานมากขึ้น จากการเลิกจ้างทั้งแบบกะทันหันและแบบมีการแจ้งล่วงหน้า โดยมีการปรับลดอัตราเงินเดือนและสวัสดิการต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง

กูรูด้านการลงทุนและการตลาดจึงให้คำแนะนำว่า ผู้ที่คิดลงทุนทำธุรกิจใหม่ หรือลงทุนทางการเงินในตลาดหุ้น ในปี 2019-2020 ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกมีความอ่อนไหวตามนโยบายทางการเมืองของผู้นำในหลายประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะจีนและสหรัฐอเมริกา

ปัญหานโยบาย American First

ภาวะเศรษฐกิจโลกส่งผลอย่างไรต่อคนไทย 2019

ภาวะเศรษฐกิจโลกส่งผลอย่างไรต่อคนไทย 2019

ภาวะเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบันมีความผันผวนอย่างมาก เนื่องจากมีสงครามทางการค้าระหว่างประเทศหลายแห่ง เช่น จีนกับสหรัฐ เกาหลีใต้กับญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาวะการค้าระหว่างกันทั่วโลก เนื่องจากนโยบายด้านภาษี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องมีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วย

ด้วยภาวะที่มีความกดดันดังกล่าว จึงทำให้หลายประเทศมีนโยบายควบคุมการลงทุนจากต่างชาติเพื่อพยุงเศรษฐกิจภายใน ส่งเสริมการจ้างงานในประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนที่ก่อนหน้านี้มีนักธุรกิจไทยจำนวนมากไปลงทุนไว้

ทำไมเศรษฐกิจไทย ถึงตกอยู่ในสภาวะที่ฝืด

เมื่อเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา จึงทำให้เศรษฐกิจไทยมีภาวะฝืดตามไปด้วย ระดับรายได้ของผู้ที่เคยมีฐานะร่ำรวย คิดเป็นสัดส่วนลดลง ประกอบกับค่าเงินที่แข็งตัว ทำให้โอกาสในการลงทุนจากต่างประเทศน้อยลง ผู้ที่ต้องการทำสินค้าส่งออก เช่น ธุรกิจ Start Up ที่มีเงินทุนระดับ 10-20 ล้าน จึงอยู่ในภาวะนิ่ง และโดยรวมพบว่าคนไทยที่มีรายได้ปานกลางและน้อยมีสัดส่วนมากขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา

สงครามการค้าที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดในปัจจุบัน คือ ปัญหาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและจีน ที่แม้จะมีการยืดอายุการเพิ่มอัตราภาษีและการแบนสินค้าจากจีนหลายรายการ แต่ก็ยังมีท่าทีที่จะยืดเยื้อต่อไปอีกยาวนาน ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกสินค้าจำพวกอะไหล่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิส์หลายประเภท ที่มีท่าทีจะซบเซาอย่างต่อเนื่อง

ในด้านการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ปัญหาความขัดแย้งภายในระหว่างประเทศจีนกับฮ่องกง ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และมีการปิดสนามบินเป็นระยะ ทำให้กระทบต่อธุรกิจการบินและการท่องเที่ยวอย่างมาก ยังไม่รวมปัญหาที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องอยู่ในภาวะรัดเข็มขัด เพราะต่างไม่มั่นใจในเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศ จึงมีจำนวนการจองห้องพักน้อยลง แม้จะเป็นช่วง Hi-Season ซึ่งผู้ที่ทำธุรกิจการโรงแรม ทัวร์ ต่างต้องประชาสัมพันธ์ทางเว็บไซต์อย่างหนักหน่วง และหาอาชีพเสริมอื่น ๆ เพื่อให้มีรายได้สำรองหลายช่องทาง

ทำไมเศรษญกิจไทย ถึงตกอยู่ในสภาวะที่ฝืด

สำหรับผู้ที่เล่นหุ้น ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนแนะนำว่าให้ชะลอการเสี่ยง โดยการเก็บเป็นเงินสดสำรองไว้ และเพิ่มเปอร์เซ็นต์การลงทุนของพอร์ตไปทางด้านกองทุนที่ไว้ใจได้ จะทำให้รักษาอัตราเงินตอบแทน หรือการปันผลในระดับปานกลางได้อยู่ ทั้งนี้ผู้ที่จะเข้ามาเสี่ยงในตลาดหุ้น หากเป็นมือใหม่ต้องทำการศึกษาอย่างรอบคอบ เพราะเป็นช่วงที่ตลาดมีสัญญาณการเคลื่อนไหวไปทางด้านลบ ทำให้มีโอกาสสูญเสียเงินต้นมากกว่าการได้กำไร

กล่าวได้ว่า ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลก ย่อมส่งผลต่อคนไทย เราทุกคนจึงต้องติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ตลอดเวลา

สงครามการค้าฉุดเศรษฐกิจโลก และกระทบต่อไทยไม่ต่างกัน

สงครามการค้าฉุดเศรษฐกิจโลก และกระทบต่อไทยไม่ต่างกัน

โลกเคยมองจีนเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แต่ทุกวันนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวส่งสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาภาคการผลิตตกต่ำกระจายไปทั่วเอเชีย การผลิตหดตัวทั้งในประเทศจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน อีกทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนยิ่งบานปลายมากขึ้น นานหลายปีทีเดียวที่อเมริกากังวลการสยายปีกทางการค้าและอำนาจของจีน แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าในเวลานี้คือกลัวว่าจีนจะหมดพลังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของโลกได้อีกต่อไป

ความวิตกกังวลของ สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ

ปริมาณการผลิตของโรงงานทั่วเอเชีย รวมทั้งไทย หดตัวลงมากในเดือนกรกฎาคมที่ผ่าน สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐน่าเป็นห่วง ผลกระทบจากการชะลอตัวของจีนที่หดตัวเป็นเดือนที่สองติดต่อกันอาจฉุดเศรษฐกิจโลกหันไปสู่ภาวะถดถอย ปัญหาตกงานก็จะเพิ่มขึ้นด้วย มองที่เอเชียเหนือจะเห็นว่าการส่งออกของญี่ปุ่น, เกาหลีใต้และไต้หวันได้รับผลกระทบมาระยะหนึ่งแล้ว พิษการค้าฟาดหางมาถึงประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่การส่งออกและการผลิตลดลงมาก การผลิตในยุโรปหดตัวลงเช่นกัน

ธนาคารกลางสหรัฐยอมรับว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดของจีนช่วยให้เศรษฐกิจโลกหลุดพ้นจากวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทางธนาคารกลางสหรัฐเพิ่งประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อป้องกันภาวะตกต่ำครั้งต่อไป ขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นและธนาคารกลางยุโรปกำลังรอดูท่าทีอยู่เหมือนกัน ถ้าความตึงเครียดทางการค้ายังคงคุกร่นก็เป็นไปได้ที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง

นักวิเคราะห์กล่าวว่าประเทศจีนเป็นศูนย์กลางของแรงดึงดูดทางเศรษฐกิจของเอเชีย แต่การผลิตในโรงงานกำลังชะลอตัวและแนวโน้มยังคงน่ากังวลเป็นผลจากความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐ ภาคการผลิตของจีนลดการจ้างงานถึง 5 ล้านคนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เกือบครึ่งเป็นผลมาจากสงครามการค้านั่นเอง การเจรจาการค้ารอบสั้นในเซี่ยงไฮ้มีสัญญาณความคืบหน้าเล็กน้อย สหรัฐและจีนตกลงกันว่าจะเปิดฉากคุยกันใหม่ในเดือนกันยายน เส้นทางการเจรจาในอนาคตมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกแน่นอน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศเตือนว่าข้อพิพาททางการค้าส่งผลให้ผลผลิตทั่วโลกลดลง 0.2% นักเศรษฐศาสตร์หลายคนกล่าวว่าถ้าสงครามการค้าบานปลายอาจเกิดภาวะถดถอยทั่วโลก ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปี 2562 จะลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 4 ปี นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยจะลดลงมากถึง 3.1% ในปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับศูนย์ข่าวกรองเศรษฐกิจ SCB ที่คาดการณ์ว่าการส่งออกของประเทศจะลดลงในปีนี้ระหว่าง 1.6-3.1% ในยามที่การส่งออกเริ่มติดลบสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างให้แก่อุตสาหกรรมการผลิตและส่งออก ยิ่งต้องจับตาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนให้ดี โดยเฉพาะแนวโน้มการผลิตที่ลดลงจะดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปี หรือจนกว่าการเจรจาการค้าของสองยักษ์ทางเศรษฐกิจโลกจะมีนโยบายที่ชัดเจน

ความวิตกกังวลของ สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ

เตือนภัยอาชญากรรมทางไซเบอร์คุกคามเศรษฐกิจโลก

มาดูการสำรวจความคิดเห็นของ CEO ระดับโลก

ทุกวันนี้ภาคธุรกิจใช้ไซเบอร์สเปซเป็นเครื่องมือการติดต่อสื่อสารและการตลาดที่ทรงอานุภาพ ช่วยโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการให้เป็นที่รู้จักรวดเร็วและขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น ถือเป็นช่องประหยัดต้นทุนสำหรับธุรกิจเริ่มต้นที่มีงบประมาณไม่มาก และธุรกิจที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี โลกไซเบอร์มีช่องโหว่และปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นภัยคุกคามที่อันตรายต่อหมายเลขหนึ่งต่อเศรษฐกิจโลกในอีก 5-10 ปีข้างหน้า บรรดาผู้บริหารองค์กรกำลังคำนึงเรื่องประเด็นความปลอดภัย หาทางป้องกันและรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ

มาดูการสำรวจความคิดเห็นของ CEO ระดับโลก

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการสำรวจความเห็นของซีอีโอระดับโลก 200 คนในธุรกิจเอกชนรายใหญ่สุดที่ติดอันดับแถวหน้าของนิตยสาร Forbes รวมถึงอบถามความเห็นนักลงทุนอาวุโส 100 คนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก พบว่าเห็นตรงกันในเรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์สเปซน่าวิตกที่สุดสำหรับเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า รองลงไปเป็นเรื่องรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันและการตกงานจากเทคโนโลยีปัญหาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ ภัยคุมคามทางไซเบอร์ยังน่ากังวลกว่าสงครามภาษีและปัญหาสภาพแวดล้อม ซีอีโอระดับโลกเห็นตรงกันว่าบริษัทใหญ่ทั่วโลกควรร่วมมือแก้ไขปัญหาภัยคุกคามไซเบอร์สเปซ เนื่องจากแฮกเกอร์รุ่นใหม่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ สามารถเขียนโค้ดแบบซับซ้อนเพื่อใช้เจาะข้อมูลและโจมตีระบบ ยิ่งวิธีการของคนร้ายหลากหลายมากเท่าไร การป้องกันก็ยากมากขึ้นเท่านั้น แฮกเกอร์จะเปลี่ยนรูปแบบใหม่และล้ำหน้ากว่าระบบรักษาความปลอดภัยอยู่หนึ่งก้าวเสมอ จนเหมือนกับสำนวนที่ว่า วัวหายล้อมคอก หลังจากเกิดเหตุการณ์หลายครั้ง

เมื่อประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์ในอนาคตพบว่าสิ่งที่น่าจะได้รับผลกระทบจากการโจมตีของแฮกเกอร์มากที่สุดคือเครือข่ายไร้สาย 5G, ปัญญาประดิษฐ์ และไบโอเมตริก เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นที่นิยมและเติบโตรวดเร็วเท่าไรก็ยิ่งเกิดปัญหา ตัวอย่างเช่น เครือข่ายไร้สาย 5G ทำงานได้เร็วกว่าอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันเกือบ 1,000 เท่าซึ่งจะทำให้อาชญากรสามารถโจมตีได้รวดเร็วในระดับ 5G เช่นเดียวกัน กลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ที่รับมือยากที่สุด เพราะการโจมตีบนเครือข่ายย่อมหมายความว่าแฮกเกอร์เจาะระบบอุปกรณ์ทั้งหมดได้ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่น่ากลัวมาก

แฮกเกอร์เข้าถึงเครือข่ายไร้สายในรถยนต์ผ่านทางบลูทูธ สัญญาณวิทยุ และระบบซอฟต์แวร์ทันสมัยต่าง ๆ โจรขโมยรถยนต์ผ่านเครือข่ายไร้สายได้ง่าย ๆ โดยการติดตามผ่าน GPS บนแผนที่โดยที่คนขับไม่รู้ตัว จากนั้นใช้คอมพิวเตอร์สั่งปลดล็อกประตูจากระยะไกล จัดการกับระบบกันขโมยและเจาะซอฟต์แวร์สั่งสตาร์ทเครื่องยนต์ รถยนต์แบรนด์ไหน รุ่นไหน เจาะเข้าระบบง่ายก็หวั่นใจได้เลย มีผลกระทบอย่างแน่นอน

สำหรับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ถือว่าพัฒนามาไกลและใช้ยกระดับการป้องกันการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็เปรียบได้กับดาบสองคม แม้ว่าด้านหนึ่งใช้สร้างระบบการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั่วโลก แต่อีกด้านจะเป็นเทคโนโลยีที่แฮกเกอร์สนใจเข้าตรวจสอบก่อนอื่น เพื่อมองหาช่องโหว่ที่จะนำมาใช้ประโยชน์เพื่อก่ออาชญากรรมไซเบอร์ในที่สุด

มาถึงเทคโนโลยีลำดับที่สามคือไบโอเมตริกหรือกาตรวจสอบทางชีวภาพ ซึ่งถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในเศรษฐกิจทั่วโลก เช่น การเจาะเข้าระบบฐานข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ที่จัดเก็บลักษณะทางชีวิตภาพของคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเสียง ใบหน้า ลายนิ้วมือ ทำให้อาชญากรไซเบอร์นำข้อมูลอาชญากรไซเบอร์ไปใช้ประโยชน์ก่ออาชญากรรมได้ง่าย หากบรรดาบริษัทใหญ่ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์ การร่วมมือกันจะสร้างโลกไซเบอร์ที่ปลอดภัยและป้องกันผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เตือนภัยอาชญากรรมทางไซเบอร์คุกคามเศรษฐกิจโลก