สถานการณ์เศรษฐกิจโลกต่อเศรษฐกิจไทยใน ปี 2019

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกต่อเศรษฐกิจไทยใน ปี 2019

ในปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจโลกได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย ดังนั้นการรู้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกมีทิศทางเป็นเช่นไร จะสามารถช่วยให้นักธุรกิจสามารถรับมือกับภาวะต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบที่เกิดจากความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันนั้นมีความผันผวนและเปลี่ยนแปรไปอย่างรวดเร็วมาก ดังนั้นการติดตามภาวะเศรษฐกิจจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และในปี 2019 นี้สามารถสรุปสถานการณ์ เศรษฐกิจโลกได้ดังต่อไปนี้

สงครามทางการค้าส่งผลต่อ GDP

สถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมากในปี 2019 นี้ก็คือสงครามทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งจากการคาดการณ์โดยนักเศรษฐกิจของธนาคารกสิกรไทยคาดว่าสงครามทางการค้านี้จะส่งผลให้อัตรา GDP ของประเทศไทยลดลงจากที่คาดการณ์เอาไว้เดิมถึง 0.6% เลยทีเดียว

อัตราการส่งออกลดลงจากปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว

การซื้อขายเงินตราในตลาดเศรษฐกิจโลกส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเงินบาทในตลาดโลกโดยตรง ซึ่งในขณะนี้อัตราค่าเงินบาทได้ไต่ขึ้นไปอันดับสูงที่สุดกว่าสกุลเงินอื่น ๆ ในอาเซียนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้อัตราการส่งออกชะลอตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดตามไปด้วย แต่ธุรกิจด้านการนำเข้าคาดว่าจะได้รับอานิสงส์ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาที่ถูกขึ้น

นักท่องเที่ยวมีเงื่อนไขอื่น ๆ ทำให้มาเยือนประเทศไทยลดลง

เนื่องจากในปัจจุบันกลุ่มประเทศอาเซียนได้มีการตื่นตัวในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกันมากขึ้น ดังนั้นเมื่อประจวบกับอัตราค่าเงินบาทของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยมีอัตราลดลง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่สำคัญของประเทศไทย

ผลการประชุม G20 ไม่ได้ให้ทิศทางที่ดีต่อเศรษฐกิจเท่าที่ควร

การประชุม G20 คือการเข้าร่วมประชุมของประเทศที่ถือเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจโลกจำนวน 20 ประเทศ ซึ่งหลายฝ่ายได้คาดการณ์ว่าการประชุมนี้จะช่วยลดปัญหาสงครามทางการค้าโลกให้มีทิศทางที่ดีขึ้นได้ แต่กลับพบว่ายังอยู่ในภาวะแบ่งรับแบ่งสู้และมีโอกาสที่สงครามทางการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาจะเกิดการปะทุขึ้นใหม่ได้ทุกเมื่อ จึงส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้มากนัก

ประเทศมหาอำนาจด้านการค้าหลายแห่งมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

สภาพเศรษฐกิจในประเทสมหาอำนาจทางการค้าโลกอย่างญี่ปุ่นหรือยุโรปมีผลกระทบที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว จึงส่งผลต่อภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ Brexit ในยุโรป หรือนโยบายทางการเงินของประเทศญี่ปุ่นที่เปราะบางลงเพราะปัญหาสงครามการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ด้วยปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลกต่าง ๆ เช่นนี้ จึงทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลกระทบตามไปด้วย นักธุรกิจจึงต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ได้เพื่อลดผลกระทบที่คาดว่าจะยังมีปัญหาในระยะยาวให้ดีที่สุด

สงครามทางการค้าส่งผลต่อ GDP

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและผลกระทบที่คนไทยควรรู้ ปี 2019

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและผลกระทบที่คนไทยควรรู้ ปี 2019

ในปี 2019 มีการวิเคราะห์จากสถาบันทางการเงินและการธนาคารหลายแห่ง มองในภาพรวมคล้ายกันว่าเรากำลังอยู่ในช่วงที่เป็นเศรษฐกิจขาลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะลอตัวลง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

สำหรับการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์และการเงิน ได้มีการแบ่งกลุ่มประเทศเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. DM หรือ Developed Markets หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ถ้าในโซนยุโรป อันได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ เป็นต้น ส่วนประเทศกลุ่ม DM ในโซนเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฯลฯ ที่ในภาพรวมปีนี้จะมีการขยายตัวที่น้อยลง

2. EM หรือ Emerging Markets เป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น ประเทศไทย จีน อินเดีย เม็กซิโก รัสเซีย แอฟริกาใต้ เป็นต้น มีการวิเคราะห์ว่าประเทศกลุ่ม EM ในปี 2019 จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจะคงตัว

จากแนวโน้มของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศทั้ง DM และ EM พบว่าปัจจุบันเศรษฐกิจของโลกค่อนข้างตึงตัวกว่าปีที่ผ่านมา หากวาดรูปกราฟเศรษฐกิจเปรียบเทียบตามช่วงปี จะเห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงปี 2019 เศรษฐกิจชะลอตัวจากช่วงพีคหรือจุดสูงสุดในปี 2018 อย่างมาก ซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจในการลงทุนของนักธุรกิจทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีการเติบโตของตลาดแรงงานที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของสังคมประเทศส่วนใหญ่ของโลกได้บ้าง

แต่ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่วางแผนจะไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (ซึ่งมักมีค่าตอบแทนสูงกว่ารายได้เฉลี่ยในประเทศกลุ่มกำลังพัฒนา) ในช่วงปี 2019 นี้ อาจจะค่อนข้างมีการแข่งขันสูง เนื่องจากมีรายงานสถิติว่ามีภาวะจ้างงานเต็มพิกัด หรือ full-employment ซึ่งแสดงถึงการเติบโตของเศรษฐกิจภายในที่อยู่ในภาวะร้อนแรงอย่างมาก

สำหรับการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์และการเงิน

ในทางการเกษตรและกสิกรรม ประเทศกลุ่ม EM อย่างไทยก็ได้รับผลกระทบในด้านการส่งออก เช่น ข้าว ปาล์ม อ้อย ที่มีล้นตลาด จนทำให้ราคาของพืชเกษตรเหล่านี้ตกต่ำอย่างที่เห็นได้ในข่าวเศรษฐกิจที่มีรายงานว่าเกษตรกรไทยกำลังประสบปัญหาราคาของสินค้าอุตสาหกรรมด้านเกษตรกรรมอยู่หลายชนิด ซึ่งถือว่าเป็นจุดต่ำสุดที่เทียบกับช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จนกระทั่งในช่วงของการเลือกตั้งช่วงต้นปี ก็มีการนำไปเป็นนโยบายที่จะผลักดันเพิ่มราคาของผลผลิตทางการเกษตรของไทย

ในด้านการลงทุนของเอกชน ในปีนี้นักธุรกิจต้องพิจารณาให้ดี โดยเฉพาะในประเทศจีนที่กำลังเน้นนโยบายควบคุมการก่อหนี้ ส่งเสริมรายได้ให้แก่คนในประเทศ ควบคุมค่าใช้จ่าย ชะลอการแข่งขันจากต่างชาติ ฯลฯ อันสืบเนื่องมาจากภาวะตึงเครียดทางการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกา

กล่าวได้ว่า ในปี 2019 เป็นปีที่ต้องมีการวางแผนและตัดสินใจการลงทุนต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ซึ่งนักลงทุนที่คิดจะไปทำธุรกิจค้าขายในประเทศ ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดด้วย

ปัญหาเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างไร

ปัญหาเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างไร

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่าประเทศจีนและสหรัฐอเมริกามีความขัดแย้งทางด้านนโยบายทางการค้าระหว่างกัน ส่งผลต่อภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยและประเทศส่วนใหญ่ทุกซีกโลก โดยเฉพาะด้านการค้าขาย การลงทุน รวมถึงตลาดหุ้นของหลายประเทศ เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นมหาอำนาจยุคใหม่

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนและเป็นแนวทางในการศึกษาข้อมูลเชิงลึกต่อไป

นโยบายของสหรัฐอเมริกาเกี่ยวพันกับปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศที่ต่อเนื่องยาวนานมาหลายปี ทำให้ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกาเลือก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จนได้รับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนล่าสุด จากการเลือกตั้งหลายปีที่ผ่านมา เพื่อหวังว่านโยบาย America first จะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ เช่น อาชญากรรม (จากการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเฉพาะจากประเทศเม็กซิโก) ปัญหายาเสพติดและคนไร้บ้าน ภาวะตลาดหุ้นซบเซา และการภาวะว่างงานของคนสัญชาติอเมริกัน การเกิดสงครามการค้าส่วนหนึ่ง จึงเกิดจากการผลักดันให้นโยบายต่าง ๆ ที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศไว้มีความเป็นรูปธรรมชัดเจน

การกีดกันทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งเกิดจากสหรัฐอเมริกาเสียดุลการค้าให้ประเทศจีนเป็นมูลค่าสูง รวมทั้งประเทศจีนมีการกระทำที่ละเมิดลิขสิทธิ์สินค้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สหรัฐอเมริกายกมาใช้ผลักดันกฏหมายหรือการเรียกเก็บภาษีที่แพงขึ้นกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ เพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าหลายรายการจากจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตของจีนและหลายประเทศที่เกี่ยวข้องตามกันมาเป็นลักษณะลูกโซ่

ตัวอย่างที่สำคัญ คือ การแบนสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีอย่าง Huawei ซึ่งเรียกได้ว่ามีแนวโน้มเป็นคู่แข่งมาแรงที่อาจกระทบต่อการเติบโตของ iPhone ของบริษัท Apple ได้เลยทีเดียว แม้ว่าจีนจะประกาศว่ามีเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ของระบบซอฟต์แวร์รองรับอยู่แล้ว แต่ก็เป็นสิ่งที่นักธุรกิจต้องจับตามองต่อไป ว่าทางออกของปัญหานี้จะเป็นเช่นไรประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสงครามการค้า

ด้านการลงทุนในประเทศจีนก็ซบเซาลง กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรของหลายชาติ เนื่องจากนโยบายของประเทศจีนในระยะหลัง ได้ชะลอการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ และการที่ผู้มีฐานะระดับสูงในประเทศจีน มีรายได้โดยรวมเฉลี่ยที่ลดลง ก็ส่งผลกระทบด้านลบต่อการท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างมาก เมื่อรวมเข้ากับปัจจัยภายในประเทศของไทย เรื่องการเมืองและการเลือกตั้งในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้ประเทศเราอยู่ในช่วงที่ต้องรัดเข็มขัดและต้องชะลอการผลิตและการค้าในทุกภาคส่วนตามไปด้วย

จะเห็นได้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศนี้ ยังไม่มีท่าทีที่จะยุติลง นักธุรกิจและผู้ที่ต้องการลงทุนจึงควรติดตามข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอเพื่อการปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์

ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนต่อเศรษฐกิจโลก

ปัญหาสงครามการค้า

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาเกิดปัญหาขัดแย้งความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยเฉพาะสงครามการค้าที่เรียกว่า Trade War ซึ่งตรงกับ สมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาที่ชนะการเลือกตั้ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2016 ที่ผ่านมา

นักธุรกิจทั่วโลกและผู้ที่สนใจข่าวสารทางเศรษฐกิจการเมืองจะสังเกตเห็นได้ว่ามีการประกาศปรับเปลี่ยนมาตรการควบคุมด้านภาษีการค้า เพื่อจำกัดการนำเข้าและการบริโภคสินค้า ระหว่างทั้งสองต่างประเทศมาเป็นระยะ ได้แก่ การที่สหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศ จีน จากเดิมที่มีการเรียกเก็บภาษีในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว คือเป็น 25% และหลังจากนั้นประเทศจีนก็ได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นอัตราภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาแบบเดียวกัน คือ 25%

นอกจากนี้ ยังเกิดการต่อต้านนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกาอย่างกว้างขวางในประเทศจีน โดยสังเกตได้จากการขึ้นราคาสินค้าให้แพงมากขึ้น สำหรับนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา ซึ่งโดยภาพรวมก็ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะการท่องเที่ยวและสภาพคล่องของทั้งสองประเทศเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ เรื่องของบริการโทรคมนาคมหรือโทรศัพท์มือถือ Huawei ซึ่งเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศจีน ก็ถูกแบนจากสหรัฐอเมริกาและมีการสร้างกระแสให้ต่อต้านอีกหลายช่องทาง จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วโลก

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ได้ให้ความเห็นว่า การที่ประชาชนชาวสหรัฐอเมริกาเลือกประธานาธิบดีทรัมป์จนชนะการเลือกตั้ง ในปี 2016 ก็เพราะว่าต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ที่หาเสียงไว้ คือ วลีที่ว่า America First หรือสหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน เนื่องจากช่วงขณะนั้นเป็นจุดวิกฤตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลง ร่วมกับมีการขาดดุลทางการค้ากับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ขณะเดียวกัน คนสัญชาติอเมริกาก็กำลังว่างงานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีผู้อพยพมาทำงานแบบผิดกฎหมายจากประเทศใกล้เคียง เช่น เม็กซิโก ซึ่งคนกลุ่มนี้มีความเกี่ยวพันกับปัญหาอาชญากรรมด้วยข่าวสารทางเศรษฐกิจการเมือง

จากที่ทั้งสองประเทศต่างเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค การเกิดสงครามการค้าจึงกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยภาพรวม ซึ่งประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบด้วย กล่าวคือ นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาประเทศไทยก็มีจำนวนที่น้อยลงอย่างมาก เพราะประชาชนคนจีนกลุ่มที่เคยมีรายได้สูงก็มีรายได้ลดลงและอยู่ในภาวะรัดเข็มขัด ส่วนนักลงทุนไทยที่จะไปทำการสร้างธุรกิจใหม่หรือขยายสาขาไปประเทศจีนก็ต้องชะลอ เพราะไม่สอดคล้องกับนโยบายของประเทศจีนในช่วงขณะนี้ เป็นต้น

การที่ประเทศจีนและสหรัฐอเมริกายังคงอยู่ในภาวะสงครามทางการค้าระหว่างกันอย่างไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงได้ในเวลาอันสั้น ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้นักธุรกิจและนักลงทุนมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น และต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ปรับตัวได้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกให้มากที่สุด

เศรษฐกิจของจีนส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศจีนเป็นที่สนใจจากคนทั่วโลก เพราะมีการเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 2018 ที่ผ่านมาทางการของประเทศจีนได้ประกาศว่าประเทศจีนกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี

ที่เป็นอย่างนี้ เพราะเกิดจาก 2 เรื่องที่สำคัญ คือ

1. นโยบายทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาประเทศจีนเน้นด้านของปริมาณการผลิตสินค้าให้มีจำนวนมาก แต่ไม่ได้เน้นเรื่องของคุณภาพจึงทำให้มีของล้นตลาดและไม่สามารถที่จะแข่งขันได้กับคู่แข่งธุรกิจที่มีสินค้ามีคุณภาพสูงมากกว่าได้

2. ความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา โดยทั้งสองประเทศมีการออกนโยบายเพื่อกีดกันการนำเข้าสินค้าระหว่างกัน ทำให้เกิดการคิดค่าภาษีสินค้ามากขึ้นและทำให้เศรษฐกิจของจีนอยู่ในช่วงขาลง

สำหรับประเทศไทยเองนั้น ต้องติดตามข่าวสารเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาให้มากขึ้น โดยเฉพาะการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพยายามกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีอำนาจในการผลิตสินค้าแข่งขันกับรัฐบาลจีนมากขึ้น ทำให้ในอนาคตประเทศจีน อาจจะไม่ได้อยู่ในฐานะของประเทศที่เป็นผู้นำทางการค้าอย่างที่เป็นมาในช่วงหลายปี

การที่เศรษฐกิจของจีนกำลังอยู่ในภาวะตกต่ำลง จะส่งผลต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนจีนที่จะน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีลูกค้าที่สั่งสินค้าไปขายต่อ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เป็นคนจีนจำนวนมาก

เมื่อประเทศจีนมีปัญหาทางเศรษฐกิจก็จะส่งผลถึงจำนวนนักท่องเที่ยว การสั่งสินค้าจำพวกแผงวงจรในโทรศัพท์ มือถือ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงเหล็ก น้ำมัน และทองแดง ฯลฯ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะลดลงอย่างมาก

จากที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่าปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศจีนต้องใช้เวลาในการแก้ไขและอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของไทยอีกมาก คนที่มีนิสัยผลาญเงินไปกับเว็บ Hero88 สโบ ดับบลิว88 ในเวลานี้คงต้องคิดให้ดีกันอีกเสียหน่อย ซึ่งนักธุรกิจทุกประเภทจะต้องทำการปรับตัว โดยการมองหาตลาดการค้าใหม่ ๆ ที่จะทำให้ลดจำนวนของสินค้าค้างสต๊อกในประเทศไทยที่ยังส่งออกไม่ได้

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินและการลงทุน ได้ให้ความคิดเห็นไว้ว่าในอนาคต 1-2 ปีที่จะมาถึงนี้ ประเทศอินเดียจะเป็นประเทศที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนอย่างมาก เพราะมีการวิเคราะห์ว่าจะมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสูงมากถึง 7.5 เปอร์เซ็นต์ (เมื่อเทียบกับประเทศจีนจะอยู่ที่ 5.5 – 6.5 เปอร์เซ็นต์)

ผู้ที่ทำธุรกิจโดยเฉพาะด้านการส่งออกสินค้าที่กล่าวมา จึงควรติดตามข่าวสารเพื่อวางแผนวิธีทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ที่กระตุ้นการขายได้ดีขึ้น ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนเข้าสู่ธุรกิจของตัวเองอย่างรวดเร็ว เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจในปี 2019 ต่อไป

เศรษฐกิจของจีนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

การรักษา ทรัพยากร ทำได้เลยไม่ต้องรอใคร

ทรัพยากรในมัยนี้เริ่มจางหายไปเลื่อยๆ เพราะคนเราสมัยนี้ไม่รู้จักรักษาหรือทดแทนขึ้นมาใหม่ได้ และจะเป็นปัญหาไปในอนาคตต่อไปเลื่อยๆ ทรัพยากรที่มีอยู่ตอนนี้ก็เหลือน้อยมากเต็มทีแล้ว และยังไม่มีใครรู้จักการที่จะรักษาทรัพยากรเหล่านั้นไว้ได้ ดังนั้นเราต้องมาช่วยกันรักษาทรัพยากรเหล่านี้ไว้ให้ยืนยาวต่อๆไป สู่รุ่นลูกรุ่นหลานของพวกเราเองได้ สามารถทำได้เองไม่ต้องรอใครให้มาบอกเราว่าจะต้องทำยังไง เพราะเราต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อนเลย

วิธีที่ 1 ต้นไม้ เป็นเรื่องที่หน้าตกใจ เพราะในตอนนี้ทรัพยากรจากต้นไม้นั้นเริ่มหายไปมากขึ้นทุกปีๆ มีแต่คนจะทำลายต้นไม้เพื่อเอาเชไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องดีเลย ไม่คิดถึงคนส่วนรวม หรือลูกหลานในอนาคตว่าจะเป็นแบบไหน ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้นก็เพราะ ต้นไม้ที่หายไปจากคนเราในสมัยนี้นั้นเอง ดังนั้น เราต้องมาช่วยกันรักษาทรัพยากรเหล่านี้ไว้ให้อยู่กับเรา อยู่กับลูกหลานในภายภาคหน้าไว้จะดีกว่า คิดจะเอาประโยชน์ของตัวเองก่อน เพราะผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อมันร้ายแรงกว่าที่คิด การรักษาทรัพยากรต้นไม้เหล่านี้ เริ่มได้จากตัวเราคือ การปลูกป่า ปลูกต้นไม้กันให้มากกว่าที่จะทำลาย สมัยนี้คนเรามักชอบทำลายเพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย แถมได้เงินอีกด้วย ในการตัดต้นไม้ไปขาย หารู้ไม่ว่าผลที่กำลังจะตามมามันร้ายแรงหลายร้อยเท่า คนไหนที่เป็นผู้ทำลาย ก็ขอให้มาช่วยกันปลูกต้นไม้คืนสู่ธรรมชาติกันดีกว่า ลูกหบานเราจะได้ไม่ลำบาก

วิธีที่ 2 ไม่ทิ้งเศษอาหาร หรือขยะลงแม่น้ำ ลำคลอง ถิ่นกำเนิดของเราเอง หรือจะเป็นที่อื่น ที่ต่างๆ ก็ไม่สมควรทำเพราะจะเป็นการทะลาย แหล่งน้ำ ลำคลอง ให้เน่าเสีย เราต้องเก็บความเป็นธรรมชาตืและความแม่น้ำ ที่ใสสะอาดไว้จะดีกว่าที่จะปล่อยให้น้ำน่าเสียไปด้วยมือของพวกเราเอง มาช่วยกันทำแม่น้ำ ละคลองให้ดีขึ้น หรือไม่ทำให้แย่ไปกว่าเดิม โดยการ ไม่นำเศษอาหารที่ต้องการจะทิ้งไปทิ้งในคลอง ขยะต่างๆ เช่น ถุงพลาสติกจะเป็นอะไรที่ย่อยสลายยากมาก ถุงพลาสติดกจะอยู่เป็นหลานสิปปีเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นอะไรที่ย่อยมากที่สุด ในบรรดาเศษขยะทั้งหลายแล้ว ทุกวันนี้เริ่มมีการรณรงค์ การรักษาทรัพยากรไว้ ตัวอย่างก็เช่น เซ่เว่น ทุกที่ในประเทศไทย รณรวค์การไม่ใช่ถุงพลากสติกกันหมดแล้ว เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติเอาไว้ ไม่ใช่ถุงพลาสติก ให้ใช่ถุงผ้าแทน มองดูแล้วเป็นเรื่องที่ดีเลย ถ้าหากพวกเราช่วยกันลดการใช่ถุงพลาสติก และเชื่อว่าในภายภาคหน้าอาจจะไม่ใช่ถุงพลาสติกกันเลยก็ได้ ซึ่งตอนนี้มียางประเทศที่ทำกันได้แล้ว และเชื่ออีกอย่างนึงว่า คนไทยเราก็สามารถทำได้เช่นกัน หากพวกช่วยกันคนละเล็กละน้อย ค่อยๆทำไป สักวันจะเป็นจริง เรามาใช้ถุงผ้ากันดีกว่า ไม่ขาดง่าย ใช้ได้นานอีกด้วย แค่นี้ก็เป็นการรักษาทรัพยากรของเราไว้ได้แล้วไม่ยากเกินความสามารถเราอย่างแน่นอน

ยังมีทรัพยากรอีกมากมายที่รอพวดเราช่วยกันที่จะรักษาเอาไว้ เพื่อความเป็นอยู่ที่สุขสบายของลูกหลานเรา พวกเราทำได้กันอยู่แล้ว รักษากันไว้ให้ เชื่อในอนาคตจะเป็นสิ่งที่ดีที่จะเกิดกับลูกหลานเรากันทั้งนั้น ทรัพยากรที่ดีต้องเริ่มจากตัวเรา ไม่ใช่ใครอื่นไกลเลย รีบทำกันเถอะคะ ก่อนที่มันจะสายไปมากกว่านี้ และเชื่อมั่นในความตั้งใจของพวกเราที่จะทำกัน มาช่วยกันคนละไม้คนละมือ แค่นี้เราก็จะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่กับเราและต่อไปสู่ลูกหลานของเราได้อีกในอนาคต

การรักษา ทรัพยากร ทำได้เลย

8 ประเด็นเศรษฐกิจโลกที่ต้องเตรียมรับมือ

สำหรับนักธุรกิจยุคใหม่ รวมถึงผู้ที่อยู่ระหว่างการเรียนระดับอุดมศึกษา การให้ความสำคัญติดตามการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลกทั้งปัจจุบันและอนาคตเป็นสิ่งจำเป็นมาก และนี่คือเทรนด์ของเศรษฐกิจโลกในอีก 20 ปีข้างหน้าที่เราควรจับตามอง

8 ประเด็นเศรษฐกิจโลกที่ต้องเตรียม

1. กลุ่มประเทศที่ทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกในยุคหน้าคือกลุ่มตลาดเกิดใหม่ หรือที่เรียกว่า E7 ได้แก่ ประเทศในโซนเอเซียอย่าง จีน , อินเดีย , อินโดนีเซีย และประเทศในทวีปอื่น อย่าง บราซิล , รัสเซีย , เม็กซิโกและตุรกี

2. ทิศทางการตลาดโลกจะมีน้ำหนักสูงในประเทศที่มีประชากรวัยแรงงานจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ คือ จีนและอินเดีย ซึ่งจะเกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรรมเครื่องอุปโภคบริโภคและงานที่ต้องใช้ทักษะด้านการบริการและมนุษยสัมพันธ์มากขึ้น

3. หลายประเทศของโลกที่เป็นมหาอำนาจหรือเฟื่องฟูในวันนี้ จะกลายเป็นประเทศที่มีภาระหนักทางเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากมีจำนวนประชากรที่กลายเป็นผู้สูงอายุวัยเกษียณมากขึ้นราวครึ่งหนึ่งของประชากร

4. ในประเทศกลุ่ม E7 ที่จะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงในอนาคต เป็นที่จับจ้องจากนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งคนไทยที่อยากขยายสาขาธุรกิจและบุกเบิกกิจการเอกชนใหม่ ๆ เกี่ยวกับการศึกษาและพลังงานสะอาด อย่างไรก็ตามการลงทุนมีความเสี่ยงควรศึกษาให้ดีก่อนเสมอ

5. อินโดนีเซียเป็นชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและมีความแข็งแกร่งด้านกฎหมายและการธนาคารสูง จึงเป็นที่น่าสนใจร่วมเป็นพันธมิตรการค้าของภาคเอกชนในอนาคต

6. เศรษฐกิจโลกจะอิงกับระบบไอที และความรู้ทางด้านพันธุวิศวกรรมอย่างชัดเจนมากขึ้น ทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัยทั่วโลก เกิดการพัฒนาหุ่นยนต์ต้นแบบในยุคปัจจุบันสู่การใช้งานจริงตามสถานพยาบาลและบ้านเรือน ซึ่งน่าจับตามองอย่างมากว่าอินเดีย (ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าอะไหล่ไอที outsource ในปัจจุบัน) กับญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นเจ้าไอเดียนวัตกรรมคอมพิวเตอร์) จะผลิตเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันใด ๆ ออกมาอำนวยความสะดวกอีก

7. เศรษฐกิจโลกจะแปรตามมติของพันธมิตรการค้าภายในเขตการค้าตามภูมิภาค หรือกลุ่มสมาพันธ์อุตสาหกรรมเดียวกันมากขึ้น จึงต้องหมั่นติดตามภาวะสงครามการค้า ข่าวการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และข่าวการประท้วงที่จะกระทบต่อการตัดสินใจทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจมากขึ้น

8. มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่แตกเป็นระยะ ๆ ตามกลไกตลาดและการลงทุนของโลก ซึ่งจะมีผลต่อธุรกิจระดับปัจเจกและผู้ที่ลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นต้องศึกษาและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุด เพื่อเตรียมรับมือกับโจทย์ที่ท้าทายในอนาคตอันใกล้นี้

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 8 ข้อเป็นแนวโน้มที่มีความเป็นไปได้สูงและหลายข้อก็เริ่มมีการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว หวังว่านักธุรกิจและนักศึกษาที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดงานต่อไปจะเตรียมตัวรับมือต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันได้ด้วยดี

ประเด็นเศรษฐกิจโลกที่ต้องเตรียมรับมือ

กูรูดูแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าไว้อย่างไรบ้าง

การวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกมีผลต่อการวางแผนการลงทุนของนักธุรกิจและผู้ลงทุนในอุตสาหกรรมทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น กองทุน บริษัท การค้าปลีก หรือการค้าออนไลน์ ในวันนี้เราจึงได้สรุปคิดเห็นของเหล่ากูรูที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าเพื่อการเตรียมตัวลงทุนที่ถูกทิศทาง ดังนี้

กูรูดูแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าไว้อย่างไร

ประเทศที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า

มีผลสำรวจจาก Bloomberg วิเคราะห์ว่าประเทศที่ทรงอำนาจในปัจจุบันอย่างจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จะยังเกาะกลุ่มเป็นผู้นำกระแสในด้านการค้า โดยนโยบายทางการฑูต การเมือง และการคลัง มีผลต่อท่าทีในการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก

นอกจากนี้ ประเทศอินเดียยังมีแนวโน้มที่จะมาแรงในทศวรรษหน้าด้วย เนื่องจากเป็นชาติที่มีกลุ่มประชากรวัยแรงงานในสัดส่วนสูงจนอาจทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิต โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไปในอินเดียมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกตามเทรนด์ของ AI

มีการวิเคราะห์ว่าในประเทศที่มีความโดดเด่นในงาน AI อย่างญี่ปุ่นและสหรัฐจะเป็นผู้นำเทรนด์ในการสร้างเครื่องมืออำนวยความสะดวก และทำให้เกิดความรวดเร็วในการวิเคราะห์ผลข้อมูลต่าง ๆ ในสังคมยุค BIG data นำสู่การวางนโยบายแห่งชาติและการจัดการผังเมืองที่มีศักยภาพ

ดังเช่น ในส่วนของการทำ smart city ที่หลายชาติกำลังพัฒนา มีการเชื่อมโยงทั้งข้อมูลที่มีการรักษาความลับขั้นสูง การป้องกันการทุจริตในการปกครองของหน่วยงานภาครัฐ และการจัดสรรสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดอย่างคุ้มค่าที่สุด

ดังนั้นธุรกิจใดที่มีการนำ AI เข้าไปในกระบวนการวิเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคมจะได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคทั่วโลก และเป็นการส่งกระแสพลังบวกให้เศรษฐกิจโลกมีการเติบโตในทิศทางเพื่อการรักษ์โลกยิ่งขึ้น

สังคมวัยเกษียณกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างไร

การที่มีบุคลากรในสัดส่วนสูงในประเทศ ทำให้เกิดภาวะชะลอตัวทั้งด้านเศรษฐกิจและการลงทุน เกิดภาระในการเลี้ยงดูของกลุ่มคนวัยแรงงานอย่างมาก ดังที่มีการประมาณการณ์ว่าจะมีคนอายุเกิน 60 ปีในสัดส่วน 1 ต่อ 5 ของประชากรโลก ย่อมสัมพันธ์กับภาวะความเจ็บป่วย และการต้องใช้งบประมาณของแต่ละชาติในการดูแล ฟื้นฟูสุขภาพคนวัยเกษียณด้วย

ดังนั้น งบประมาณหรือเม็ดเงินที่รัฐบาล ผู้นำของชาติมหาอำนาจในโลกจะทุ่มเทไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจย่อมมีจำกัด ประเทศที่จะประสบปัญหานี้อย่างสหรัฐและญี่ปุ่น จึงมีปัจจัยนี้ถ่วงดุลด้านการเติบโตของเทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กูรูดูแนวโน้มเศรษฐกิจโลกใน

จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าจะมีแนวโน้มเช่นไร ย่อมเกิดจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง การเติบโตของเทคโนโลยี ภาวะสุขภาพของประชากรวัยเกษียณที่เราทุกคนจะต้องให้ความสนใจติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อการวางแผนการลงทุนที่ถูกทิศทางต่อไป

มองแนวโน้มเศรษฐกิจโลก อีก 30 ปีข้างหน้าจากปี 2019

การวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในอีก 30 ปีข้างหน้าให้มีความแม่นยำและชัดเจน จำเป็นต้องอิงจากพื้นฐานความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุค 4.0 อย่างปัจจุบัน การเคลื่อนไหวทางการเงินและการเมืองระหว่างประเทศ ภาวะทางสุขภาพของประชากร ซึ่งจะมีทิศทางเป็นเช่นไร ในวันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

แนวโน้มเศรษฐกิจโลก อีก 30 ปีข้างหน้าจากปี 2019

การเปลี่ยนกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการค้า

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษและญี่ปุ่น เป็นชาติอันดับต้น ๆ ที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยภายในประเทศ ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมืองหรือการยกระดับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวมเสมอ

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าในอีก 30 ปีจากนี้ประเทศผู้ทรงอิทธิพลจะถูกเปลี่ยนถ่ายไปเป็นประเทศใหม่ ๆ อย่างประเทศอินเดีย จีน อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นชาติในภูมิภาคเอเชียเพื่อนบ้านใกล้ไทย รวมทั้งประเทศในทวีปห่างไกล อย่างเม็กซิโก ตุรกี บราซิล รัสเซีย หรือรวมเรียกประเทศทั้ง 7 นี้ ว่าเป็นกลุ่ม E7 (กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่) ซึ่งจะอาศัยกำลังแรงงานภายในประเทศที่มีมหาศาลในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมของโลกในอนาคต

การเข้าสู่สังคมของผู้สูงวัย หรือ Aged society

เป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากพลเมืองของชาติหากอยู่ในวัยเกษียณจะมีศักยภาพในการผลิตและสร้างงานได้น้อยกว่าวัยแรงงานหรือวัยเจริญพันธุ์ ทั้งยังมีผลต่อเทรนด์ความต้องการสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคเพื่อกลุ่มผู้สูงอายุรวมถึงการเกิดเทคโนโลยีและอาชีพที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ความปลอดภัยหรือคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนวัยเกษียณด้วย เช่น เทคโนโลยีการสั่งงานด้วยเสียงการสร้างที่พักหรือคอนโดมีเนียมสำหรับเป็นชุมชนผู้สูงวัย อาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของคนวัยเกษียณ เป็นต้น ดังนั้นทิศทางของตลาดแรงงานและสาขาอาชีพในอีก 30 ปีข้างหน้าย่อมเปลี่ยนแปลงไปจากนี้อีกมากอย่างแน่นอน

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

เป็นที่ทราบกันว่าเทคโนโลยีในยุค 5G กำลังจะมาถึงในไม่ช้า และประเทศที่มีบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบ ฯลฯ จะกลายเป็นประเทศชั้นนำที่สามารถสร้างกระแสความสนใจของผู้คน ตลอดจนเกิดเทรนด์ใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี เช่น การขับเคลื่อนรถยนต์ด้วยคำสั่งเสียง การควบคุมเครื่องใช้ต่าง ๆ ด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ

รวมถึงการใช้โปรแกรมเพื่อการวิเคราะห์ตลาดหุ้น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการตีโจทย์การแก้ปัญหาสังคมด้วย software ที่มีความสามารถในการประมวลข้อมูลชั้นสูงในยุคแห่งสังคม Bigdata ด้วย

มองแนวโน้มเศรษฐกิจโลก-อีก-30-ปีข้างหน้า

จะเห็นได้ว่าแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกในอีก 30 ปีข้างหน้า เป็นความท้าทายของคนยุคปัจจุบันที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจและสังคมนี้ไป จะเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่มากกว่าที่เคยอย่างแน่นอน

ไขข้อสงสัย เศรษฐกิจโลกเกี่ยวข้องกับราคาทองคำอย่างไร?

ไขข้อสงสัย เศรษฐกิจโลกเกี่ยวข้องกับราคาทองคำอย่างไร

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ที่สนใจทำให้สินทรัพย์งอกเงยจากการลงทุนในทองคำ ควร ต้องศึกษาให้เข้าใจเสียก่อนว่าราคาทองคำขึ้นกับเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง เพื่อให้สามารถจับจังหวะการซื้อขายได้ถูกต้อง ทำให้ได้ผลกำไรจากการลงทุนทองคำที่งดงามทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

ความสัมพันธ์ของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐกับทองคำ

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ราคาขึ้นลง ตรงกันข้ามกับค่าเงินสหรัฐ เมื่อค่าเงินดอลล่าร์ปรับตัวอ่อนค่าลงราคาทองคำจะดีดตัวเด้งขึ้น คนที่ซื้อตุนเก็บไว้เยอะ ๆ ก็เตรียมเฮได้เลย

เศรษฐกิจโลกเกี่ยวข้องกับราคาทองคำอย่างไร

กำลังการซื้อของประชากรกับราคาทองคำ

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังกระเตื้องหรือเป็นระยะหลังการฟื้นฟูด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การฑูต จะส่งผลให้ประชากรส่วนใหญ่มีกำลังซื้อทองคำเก็บเป็นสินทรัพย์มากกว่าช่วงข้าวยากหมากแพง จึงทำให้ตลาดซื้อขายทองคำมีความคึกคักและมีราคาเฉลี่ยสูงขึ้น

ความไว้วางใจในภาวะเศรษฐกิจโลกกับราคาทองคำ

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกมีอัตราเติบโตสูง โดยเฉพาะในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกเชิงบวกของประชากรโลก คนส่วนใหญ่จะวางใจในความมั่นคงของภาวะตลาด และมักลดการถือสินทรัพย์ในรูปแบบทองคำลง โดยนักลงทุนจะไปทุ่มเทกับการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด และนั่นย่อมส่งผลต่อราคาทองคำโดยภาพรวม

เศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับราคาทองคำอย่างไร

อัตราเงินเฟ้อกับราคาทองคำ

ราคาทองคำจะขึ้นและลงในแนวทางเดียวกันกับอัตราเงินเฟ้อ เช่น ในช่วงเวลาที่อัตราเงินเฟ้อค่อนข้างต่ำ ราคาซื้อขายทองคำก็จะลดลง เป็นต้น

อัตราดอกเบี้ยของสถาบันทางการเงินกับราคาทองคำ

หลังการประกาศนโยบายทางการเงินการคลังของรัฐบาลและอัตราดอกเบี้ยของสถาบันทางการเงินของประเทศ ให้สังเกตดูว่ามักมีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปอยู่ในแหล่งที่มีอัตราค่าตอบแทนสูงกว่า เช่น หากประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล คนก็มักจะนำทองคำที่มีอยู่ออกมาขายเพื่อนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรแทน ซึ่งในสภาวะเช่นนี้ย่อมทำให้ราคาทองคำลดลง

เศรษฐกิจโลกเกี่ยวข้องกับราคาทองคำ

ภาวะสงครามที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและราคาทองคำ

เมื่อเกิดสงคราม ไม่ว่าชาติใด ๆ เก็บล้วนได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ทั้งจากการเกิดเหตุก่อการร้าย วินาศกรรม หรือวิกฤตการณ์สงครามในประเทศกลุ่มมหาอำนาจใด ๆ เนื่องจากย่อมส่งผลอย่างหนักต่อสภาพคล่องในวัฏจักรเศรษฐกิจโลก และทำให้หลายชาติต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวหลังสงคราม ในภาวะเช่นนี้ผู้คนมักนิยมแห่ซื้อทองคำเก็บไว้ เพราะมีความมั่นคงมากกว่าค่าเงินที่อาจผันผวนได้อย่างมาก และแน่นอนว่าราคาทองคำก็จะแพงขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจโลกและราคาทองคำมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก และนักลงทุน ด้านทองคำก็จำเป็นต้องหมั่นติดตามความเคลื่อนไหวของสภาพสังคมและเศรษฐกิจโลกตลอดเวลา เพื่อให้ซื้อขายได้ราคาที่เหมาะสมต่อสภาพเหตุการณ์ขณะนั้น ๆ