เศรษฐกิจโลกหลังโควิดจางลงจะเป็นอย่างไร

เศรษฐกิจโลกหลังโควิดจางลงจะเป็นอย่างไร

หลังวิกฤติโควิดจางลงซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าเพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อในภูมิภาคต่าง ๆ ยังคงขึ้น ๆ ลง ๆ เอาแน่นอนไม่ได้ แต่ยังไงเสียสุดท้ายวิกฤตินี้ก็ต้องจางลงอย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว สิ่งที่ทุกคนกำลังสนใจก็คือหลังจากโควิดจบลงเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะเป็นอย่างไร? แน่นอนว่า อะไร ๆ มันต้องดีขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกภาคส่วน ดังเช่น

ภาคการท่องเที่ยว
คงจะค่อย ๆ ฟื้นตัว พื้นที่ต่าง ๆ ที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อต่ำอาจจะฟื้นตัวเร็วกว่าภูมิภาคที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังสูง บวกกับการหยุดนิ่งมานานทำให้หลายกิจการในภาคการท่องเที่ยวเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งคงต้องใช้เวลาปรับตัวสักพักจึงจะกลับมาให้บริการได้สมบูรณ์อีกครั้ง

ภาคอุตสาหกรรมการผลิต
อานิสงค์จากตัวเลขการจับจ่ายที่จะกลับมาเพิ่มขึ้นทั่วโลกจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมพลิกกลับมาได้ไวกว่าประเภทอื่น แต่ปัญหาที่มองข้ามไม่ได้ก็คือภาวะการขาดแคลนแรงงานจากการที่ต้องหยุดกิจการไปนาน รวมทั้งมีการเคลื่อนย้ายแรงงานหลังเกิดการระบาดจำนวนมาก ซึ่งกว่าแรงงานเหล่านี้จะกลับเข้าระบบคงต้องใช้เวลาสักพักเลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติโควิดก็คือการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาในการทำงานจนก่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่มากมาย ตรงนี้เองที่ทำให้ภาคแรงงานเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน โดยงานหลายจำพวกอาจไม่จำเป็นต้องใช้คนจำนวนมากอีกต่อไป

ภาคเกษตรกรรม
จากช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบทั้งจากความต้องการของตลาดทั่วโลกหายไปเพราะผู้คนหยุดเดินทาง กิจการร้านค้า ร้านอาหารถูกสั่งปิด เมื่อทุกอย่างกลับมาเปิดเหมือนเดิม แน่นอนความต้องการที่เคยหยุดชะงักไปกำลังจะกลับมา พืชผักผลไม้หลายชนิดจะกลับมาเป็นที่ต้องการอีกครั้ง ซึ่งนั่นจะช่วยผลักดันให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น

แต่สิ่งที่ทั่วโลกยังคงกังวลอยู่ก็คือความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐกับจีน ที่มีมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติโควิด จนโควิดใกล้จะจบ ดูท่าว่าก็จะยังไม่ยุติหรือเบาบางลง ปัญหายักษ์ชนยักษ์สร้างผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเรื่องการกีดกันทางการค้า ซัพพลายเชนที่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่อาจจะไม่เหมือนเดิม

ปัญหาอีกอย่างที่อาจจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไม่เร็วอย่างที่หวังก็คือการที่เกือบทุกประเทศทั่วโลกอัดฉีดเม็ดเงินไปเป็นจำนวนมากในช่วงเกิดวิกฤติโควิดเพื่อพยุงเศรษฐกิจและจัดการการระบาด เงินจำนวนนี้ส่วนมากเป็นหนี้สินที่กำลังจะสร้างภาระทางการเงินการคลังให้กับหลายประเทศ หากบริหารจัดการในส่วนนี้ได้ไม่ดี แทนที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว อาจจะกลายเป็นซึมยาวต่อเนื่องไปอีกหลายปีก็เป็นได้

แต่ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกหลังโควิดจะฟื้นตัวช้าหรือเร็วอย่างไร แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปแน่ ๆ คือเราทุกคนจะใช้ชีวิตแบบเดิมอีกไม่ได้ จากบทเรียนในช่วงวิกฤติที่ผ่านมาสอนเราว่า “จงอยู่ในความไม่ประมาท” เพราะไม่มีใครรู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก

เว็บไซต์ที่นักลงทุนควรติดตามข่าวเศรษฐกิจโลกเว็บไซต์ที่นักลงทุนควรติดตามข่าวเศรษฐกิจโลก

เว็บไซต์ที่นักลงทุนควรติดตามข่าวเศรษฐกิจโลก

การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกมีผลต่อการขึ้นลงของหุ้น กองทุนและผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ ในไทย การติดตามข่าวสารที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ จะช่วยให้การตัดสินใจซื้อขายทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรามาดูกันว่ามีเว็บไซต์ใดบ้างที่ควรเข้าไปหาข้อมูลเป็นประจำเพื่อติดตามข่าวเศรษฐกิจทั่วโลก

Investing.com
Investing.com เป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลทางการเงินน่าเชื่อถือและมีความหลากหลายมิติในการวิเคราะห์ ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของเว็บข่าวสารธุรกิจ ทั้งยังมีการแสดงกราฟหุ้นและอนุพันธ์ต่าง ๆ เหมาะกับผู้ที่ลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินที่มีความผันผวนสูง ต้องติดตามข่าวสารอย่างรวดเร็วและใกล้ชิด ที่สำคัญเว็บไซต์ Investing.com ยังให้ข้อมูลแบบฟรี ไม่มีบริการพรีเมี่ยม ทุกคนจึงสามารถศึกษาข้อมูลเพื่อการลงทุนได้เท่าเทียมกัน

1.Morningstar.com
นักธุรกิจที่ชอบลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงหลากหลายถึง 8 ระดับ เราขอแนะนำเว็บไซต์ Morningstar.com เพราะเป็นเว็บไซต์รวมข้อมูลและจัดอันดับกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ ทั้งที่ลงทุนในหุ้นไทยชั้นนำและที่เป็นแบบกองทุนลูกผสม มีสัดส่วนลงทุนในต่างประเทศมากน้อยแตกต่างกันไป และชื่อ Morningstar.com ก็มาจากการให้ดาว 1-5 ดวง ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและความเสี่ยงต่าง ๆ จึงถือว่าเป็นเว็บไซต์อันดับต้น ๆ ที่ถูกใจนักลงทุนยุคใหม่

2.Bloomberg.com
Bloomberg.com เป็นเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงมาก เหมาะกับผู้ที่รักการติดตามข่าวธุรกิจทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และมีความสามารถการอ่านและฟังภาษาอังกฤษ หากคุณต้องการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกแบบนักลงทุนมืออาชีพ เราแนะนำให้สมัครเวอร์ชั่นพิเศษที่อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 1,800 ดอลลาร์ จะทำให้ได้รับบทวิเคราะห์ที่ละเอียดและรอบด้านยิ่งขึ้น ทำให้มีโอกาสลงทุนแล้วได้กำไรสูงตามไปด้วย

3.Reuters.com
ชื่อเสียงของรอยเตอร์มีมานานหลายสิบปีแล้ว เพราะเป็นสำนักข่าวที่สื่อสารถึงผู้ชมอย่างรวดเร็ว ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอย่างใกล้ชิดและนำเสนอผ่านบทวิเคราะห์ที่หลากหลาย หากคุณเป็นนักลงทุนที่ชอบการเรียนรู้ข้อมูลแบบองค์รวม เราแนะนำให้เข้าเว็บไซต์ Reuters.com เป็นประจำ

4.ForexFactory.com
สำหรับคนที่ชอบลงทุนประเภทให้ผลตอบแทนสูงแบบก้าวกระโดด พร้อมรับมือกับความเสี่ยงสูงจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน การลงทุน Forex อาจตอบโจทย์นี้ เราแนะนำให้เข้าเว็บไซต์ ForexFactory.com บ่อย ๆ เพื่อติดตามข่าวเศรษฐกิจทั่วโลก ที่อาจกระทบต่อตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนเงินระหว่างประเทศ จะทำให้การซื้อขายแลกเปลี่ยนมีโอกาสได้กำไรมากยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ที่นักลงทุนสามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกได้อย่างรวดเร็วมักเป็นภาษาอังกฤษ หากคุณมีความชำนาญด้านภาษา ไม่ต้องรอการแปลเป็นไทย เราแนะนำให้ดูเว็บไซต์ที่กล่าวมานี้เป็นทางเลือกแรกเพื่อการตัดสินใจลงทุนต่าง ๆ อย่างฉับไว แต่หากไม่ถนัดการใช้ภาษาอังกฤษ ก็แนะนำเว็บไซต์ชั้นนำภาษาไทยที่น่าเชื่อถือ จะทำให้คุณเกาะติดสถานการณ์เศรษฐกิจโลกได้ดียิ่งขึ้น

ผลกระทบความไม่เท่าเทียมของวัคซีน ทำเศรษฐกิจโลกเสียหายหนัก

ผลกระทบความไม่เท่าเทียมของวัคซีน ทำเศรษฐกิจโลกเสียหายหนัก

อาจกล่าวได้ว่า นอกเหนือจากมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาหรือ โควิด-2019 แล้ว วัคซีนก็เป็นอีกความหวังหนึ่งที่จะสามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ได้โดยไม่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางด้านเศรษฐกิจโลกให้มากไปกว่านี้ แต่ปรากฏว่าความไม่เท่าเทียมกันของการได้รับวัคซีนของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก กลับทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจหนักหนายิ่งขึ้น

ความไม่เท่าเทียมกันของวัคซีน ได้แก่ การที่ประเทศร่ำรวยหลายประเทศได้สั่งซื้อวัคซีนไปเป็นจำนวนมากตั้งแต่ล็อตแรก ๆ และได้ฉีดวัคซีนให้ประชากรของตนเองไปเกินครึ่งแล้ว ในขณะที่ประเทศยากจนอีกมากมาย ยังคงต้องรอรับวัคซีนจากความช่วยเหลือขององค์การอนามัยโลกและวัคซีนเหลือใช้ของประเทศร่ำรวย ซ้ำยังได้น้อยไม่เพียงพอกับประชากรของตัวเอง

ทั้งนี้วัคซีนกว่า 50 % ถูกจองโดยประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งมีประชากรเพียง 16% ของประชากรทั่วโลก หลายประเทศทำการจองวัคซีนไว้มากกว่าจำนวนประชากรของตนเองเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา จองวัคซีนไว้ 9.2 เท่าของประชากร สหราชอาณาจักร 6.1 เท่าของประชากร ออสเตรเลีย 4.9 เท่าของประชากร นิวซีแลนด์ 4.4 เท่าของประชากร และสหรัฐอเมริกา 4.3 เท่าของประชากร เป็นต้น

โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมาทั่วโลกมีการฉีดวัคซีน COVID-19 แล้วกว่า 200 ล้านโดส โดยสหรัฐฯ มีการให้วัคซีนมากที่สุด 55.2 ล้านโดส ลำดับสองได้แก่จีน 40.5 ล้านโดส และลำดับสามได้แก่ อิสราเอล ซึ่งฉีดวัคซีนแล้วประมาณ 80% ของประชากร ในขณะที่ประเทศยากจนอย่างแอฟริกาซึ่งประชาชนของประเทศรายได้ต่ำ มีสัดส่วนการได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มเพียง 1.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น (ข้อมูลเมื่อ กรกฎาคม 2021) นอกจากนี้ ข่าวการออกมาประณามประเทศที่กักตุนวัคซีนและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงวัคซีนของประเทศยากจนและประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นกระจกสะท้อนความเหลื่อมล้ำของคนรวยและคนจนได้เป็นอย่างดี ซึ่งความไม่เท่าเทียมในเรื่องของวัคซีนดังกล่าว นอกจากจะทำให้มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจโลกอีกด้วย

ทั้งนี้ ได้มีหลายองค์กรออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของการระบาดของโรคโควิด-19 และความไม่เท่าเทียมของวัคซีนต่อเศรษฐกิจโลก เช่น ออกซ์แฟม องค์กรไม่แสวงผลกำไร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมในสังคมโลก กล่าวว่า มหาเศรษฐีในโลกประมาณ 1,000 คน ใช้ระยะเวลาไม่ถึง 10 เดือนในการฟื้นตัวให้กลับมามีรายได้เท่าเดิมก่อนจะสูญเสียไปในช่วงโควิด-19 ในขณะที่คนยากจนอาจจะต้องใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะฟื้นให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้เหมือนเดิม หรืออีโคโนมิสต์ อินเทลเลเจนซ์ ยูนิต (EIU) ก็ได้กล่าวถึงการได้รับวัคซีนว่า หากแต่ละประเทศไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ถึง 60% ของประชากร ภายในครึ่งปีหน้าอาจจะทำให้โลกสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่านับหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ได้กล่าวถึงกรณีเดียวกันนี้ว่า วิกฤตโควิด-19 จะทำให้คนจนจะยิ่งจนลงไปอีก และเหตุการณ์ความไม่สงบทางสังคมและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยิ่งยกระดับสูงขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอีกหลายคนก็ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อการจำกัดการเดินทางและนโยบายการรับรองเอกสารการฉีดวัคซีนซึ่งเป็นมาตรการที่หลายประเทศใช้เป็นมาตรการยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด -19 ก็จะยิ่งทำให้ระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น

การฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นคืนกลับมาให้เป็นเหมือนก่อนโควิด-19 ทำได้หลายวิธี แต่วิธีหนึ่งซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญก็คือ ต้องกระจายความเท่าเทียมในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะวัคซีน ประเทศร่ำรวยต้องเลิกเห็นแก่ตัว แบ่งปันวัคซีนไปให้กับประเทศยากจน ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดผลย้อนกลับเหมือนที่หลาย ๆ ประเทศกำลังประสบอยู่ อีกทั้งรัฐบาลของทุกประเทศก็ต้องดูแลให้ทุกคนเข้าถึงวัคซีนและเงินช่วยเหลือเยียวยา ไม่เฉพาะแค่ผู้มีสิทธิพิเศษเพียงบางกลุ่มเท่านั้น

สรุป! สภาพเศรษฐกิจโลกหลังการแพร่ระบาด Covid – 19 ในปัจจุบัน

สรุป! สภาพเศรษฐกิจโลกหลังการแพร่ระบาด Covid – 19 ในปัจจุบัน

นับจากการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส หรือโควิด – 19 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานกว่า 2 ปีแล้วที่หลายประเทศทั่วโลกต้องรับมือกับการแพร่ระบาดด้วยการหาวิธีรักษาโรคและจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพดีที่สุดที่สามารถหาได้เพื่อฉีดให้กับประชาชนของตัวเอง

จุดเริ่มต้นของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ที่เริ่มมีการกระจายตัวของเชื้อโรคไปยังประเทศต่าง ๆ ส่งผลให้คนเจ็บป่วยล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ประชาชนในหลายประเทศไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติเพราะต้องป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ ซึ่งทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ช้าลงโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาที่เป็นจุดศูนย์กลางทางธุรกิจของโลก เมื่อประเทศมหาอำนาจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดก็ย่อมส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนา

หลังจากการประเมินสภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2019 ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโรคส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีความชะลอตัวทำให้ในปี ค.ศ. 2020 ยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่อง รวมถึงสินค้าที่มาจากจีนและอเมริกามีราคาที่สูงขึ้นเพราะเกิดสงครามทางการค้าเกิดขึ้น ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาจึงต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์การถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกระทั่งในช่วงกลางปี ค.ศ. 2020 ที่มีการวิจัยและพัฒนาวัคซีนที่ช่วยป้องกันการแพร่ระบาดและลดความรุนแรงของการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัส Covid – 19 เกิดขึ้น ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและอเมริกา รวมถึงประเทศกำลังพัฒนาได้เร่งฉีดวัคซีนให้กับประชนชนของตัวเองให้มากที่สุด ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ค่อย ๆ ฟื้นตัว เนื่องจากเปอร์เซ็นต์การติดเชื้อและจำนวนประชากรที่ติดเชื้อน้อยลง ทำให้ประชาชนสามารถออกมาใช้ชีวิตตามปกติ

ต้นปี ค.ศ. 2021 – ปัจจุบัน สภาพเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจและประเทศกำลังพัฒนาที่ดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีความคงตัวและมีแนวโน้มว่าจะมีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสที่ทวีความรุนแรงและสามารถติดเชื้อได้ง่ายขึ้นแต่ด้วยประสิทธิภาพของวัคซีนจึงทำให้เปอร์เซ็นต์การติดเชื้อไม่พุ่งขึ้นสูงเหมือนกับการแพร่ระบาดในช่วงแรก

ในส่วนของสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า – 19 เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเพียงแต่ในช่วงแรกที่มีการแพร่ระบาดประเทศไทยสามารถคุมการติดเชื้อได้ดีและมีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนบางส่วน แต่หลังจากที่เกิดการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นส่งผลให้การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศถดถอย

โดยสรุปแล้วในช่วงกลางปี – ปลายปี ค.ศ. 2021 นี้ สภาพเศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้นเพราะมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

เมื่อเศรษฐกิจโลกโดนไวรัสโจมตี

เมื่อเศรษฐกิจโลกโดนไวรัสโจมตี

ในปี 2563 “ไวรัสโควิด-19” ได้จู่โจมมนุษย์โลกให้บาดเจ็บและล้มตายแบบไม่ทันตั้งตัว นับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ครั้งที่ผ่านมา โดยมีศูนย์กลางการแพร่ระบาดอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ก่อนที่จะแพร่ไปยังทั่วโลกอย่างรวดเร็ว อุบัติภัยครั้งนี้นับเป็นหายนะของมวลมนุษยชาติครั้งสำคัญ ที่ส่งผลกระทบร้ายแรงโดยตรงต่อวิถีสังคม ความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจโลก ชนิดที่ไม่อาจกระพริบตา ในระยะแรก ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้ดีกว่าหลายประเทศทั่วโลก แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไวรัสโควิด-19 ได้กลับมาเขย่าเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ตกวูบลงอีกครั้ง พร้อม ๆ กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กำลังดิ่งลงเนื่องจากการแพร่ะระบาดของไวรัสโควิดรอบใหม่ เราจึงมีข้อมูลน่ารู้มารายงานเกี่ยวข้องกับไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาด ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและมาตรการการป้องกันของแต่ละประเทศดังนี้

โรคโควิด-19 เป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า SARS-CoV-2 เริ่มระบาดครั้งแรกที่มณฑลหู่เป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการค้นคว้าวิจัยและระบุว่าไวรัสนี้มีโครงสร้างทางพันธุกรรมคล้ายคลึงกับไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคซาร์สและโรคมอร์สที่แพร่ระบาดใน พ.ศ. 2555 สามารถติดต่อผ่านทางละอองฝอย จากการไอจามรดกันในระยะ 1-2 เมตร ทางการสัมผัส ผ่านการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เช่น น้ำมูก น้ำลาย ทั้งโดยทางตรง หรือทางอ้อม แพร่กระจายทางอากาศ ซึ่งพบในกรณีผู้ป่วยไอมากและอยู่ในพื้นทีปิดอากาศถ่ายเทไม่สะดวก การดูดเสมหะ การใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นต้น

ปัจจุบันแม้ว่าประเทศไทยและหลายประเทศในแถบเอเซียจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อต่ำกว่าในประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็จริง แต่ก็อยู่ในสถานการณ์การเฝ้าระวัง รณรงค์ป้องกันและต่อสู้กับการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 ซึ่งมีความรุนแรงและรวดเร็วกว่าในระลอกแรก โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อ ไวรัสโควิด-19 ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2564 อยู่ที่ 162,525,588 คน มียอดสะสมผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 3,371,049 ราย และรักษาจนหายกลับบ้านได้แล้วจำนวน 140,387,173 คน

มีรายงานจาก Worldometer ระบุว่า ประเทศสหรัฐมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ติดอันดับ 1 ของโลก ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมสูงถึง 33,664,013 ราย จำนวนผู้เสียชีวิต 599,314 ราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ รัฐแคลิฟอร์เนีย มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุดในประเทศ ถึง 3,767,083 ราย ตามมาด้วยรัฐเท็กซัส มีจำนวนผู้ติดเชื้อ 2,932,639 ราย และรัฐฟลอริดาอันดับ 3 จำนวนผู้ติดเชื้อ 2,286,203 ราย

ประเทศญี่ปุ่น ที่ผ่านมาปฏิเสธการประกาศภาวะฉุกเฉินด้วยเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ก็ได้ประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน เพื่อคุมสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ฮอกไกโด ฮิโรชิมา และโอกายามะ หลังจากพบจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 207,007 ราย ติดเชื้อรายวันสูงกว่า 3,000 ราย

สำหรับไต้หวันโมเดล ได้รับเสียงชื่นชมว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดอย่างได้ผลด้วยมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งเป็นการยอมเจ็บแต่จบ และอยู่ระหว่างแผนฟื้นฟูวิกฤตเศรษฐกิจในระยะแรก

ส่วนที่เกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อรายวันสูงขึ้นในช่วงต้นปี 2564 เกินกว่า 1,000 ราย จึงใช้มาตรการเข้มงวดโดยประกาศห้ามรวมกลุ่มกันเกินกว่า 5 คน และสั่งปิดสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งเพื่อควบคุมความเสียหายต่อเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่

ในประเทศมาเลเซียซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มขั้นในช่วงปลายปี 2563 รัฐบาลมาเลเซียใช้มาตรการล็อกดาวน์บางส่วน ซึ่งทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจของมาเลเซียไม่ได้รับความเสียหายมากนัก เพราะการใช้มาตรการเข้มงวดการล็อกดาวน์ จะส่งผลให้การบริโภคของภาคเอกชนฟื้นตัวเร็วขึ้น และพร้อมรับมือกับผลกระทบในระลอกที่ 3 นี้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีรายงานจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ (CEBR) ประจำปี 2021 ระบุว่า การที่เศรษฐกิจในประเทศตะวันตกได้รับผลกระทบยาวนานจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระหว่างปี 2021-2025 ประเทศ จีนซึ่งสามารถปรับตัวโดยควบคุมการระบาดแพร่ระบาดของไวรัสได้ดีกว่า จะมีทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากขึ้นกว่า 5.7% ต่อปี และอาจจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาได้ในปี 2028 ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 จะยืดเยื้อหรือยาวนาน ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกสักเพียงใด ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงพลังสร้างสรรค์และจิตวิญญาณความเป็นนักสู้ที่แฝงอยู่ใน DNA ของมนุษย์ทุกคน ที่มีจุดหมายเดียวกันในการฝ่าฟันวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปให้ได้ในที่สุด

สเปอร์ สนใจ ! ควิชา ควารัตสเคเลีย ดีกรีดาวรุ่งยอดเยี่ยมลีกหมีขาว พร้อมทุ่มทุนซื้อตัว

สเปอร์ สนใจ ควิชา ควารัตสเคเลีย

ควิชา ควารัตสเคเลีย กองกลางชื่อเรียกยากของทีม รูบิน คาซาน ได้กลายเป็นอีก 1 นักเตะฝีเท้าดีที่ทางสโมสร ท็อตแนม ออทสเปอร์ส กำลังให้ความสนใจอยู่เช่นกันในตอนนี้

Sky Italia สื่อกีฬาของประเทศอิตาลีได้กล่าวว่าหัวหน้าฝ่ายบริหารของ สเปอร์ส อย่าง ฟาบิโอ ปาราติซี่ เป็นแฟนตัวยงของนักเตะดาวรุ่งแห่งทีมชาติจอร์เจียรายนี้ และเขาเองก็พร้อมที่จะเซ็นสัญญากับนักเตะกองกลางตัวรุกที่มีฝีเท้าน่าตื่นเต้นรายนี้มาเป็นตัวทำเกมรุกรายใหม่ของ สเปอร์ส และต้องการให้ลงเล่นเพื่อทำผลงาน โปรแกรมบอลพรุ่งนี้ และโปรแกรมอื่นๆให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด

ควิชา ควารัตสเคเลีย เพิ่งจะคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของรัสเซียนพรีเมียร์ลีกมาครองเมื่อฤดูกาลที่แล้ว หลังจากที่เขาทั้งยิงทั้งแอสซิสต์ และยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมแบบไม่น่าเชื่อจนทำให้ชื่อเสียงของมิดฟิลด์ตัวรุกรายนี้ ขจรไปไกลจนทีมชั้นนำหลายแห่งต่างกำลังติดต่อกับทางเอเย่นต์ของนักเตะรายนี้ และติดต่อมายัง รูบิน เพื่อที่จะได้ขอซื้อตัว ควารัตสเคเลีย ไปเสริมแกร่งด้วย

แม้แต่กับ เอซีมิลาน ก็กำลังให้ความสนใจที่จะเซ็นสัญญากับเขาเช่นกัน แม้ว่าราคาของเพลย์เมกเกอร์รายนี้ ทางฝั่งของ รูบิน จะตั้งเอาไว้แพงเกินไป ซึ่งมันพิสูจน์ว่าทางมิลาน ไม่น่าจะมีเงินทุนมากมายจนกระชากนักเตะรายนี้ไปเสริมทัพได้

สเปอร์ส เองก็จะต้องเสนอเงินมากกว่า 20 ล้านยูโรเพื่อนำตัวของดาวรุ่งรายนี้มาจาก รูบิน คาซาน และอาจจะมีการส่งตัวของนักเตะบางรายไปแลกตัวด้วยเช่นกัน

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก ปี 2021 บอกถึงอะไรได้บ้าง

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก ปี 2021 บอกถึงอะไรได้บ้าง

เมื่อช่วงสิ้นปี 2020 ได้มีการเผยถึงเศรษฐกิจโลกของปี 2021 จากนักลงทุนที่มีชื่อเสียง รวมไปถึงนักวิเคราะห์ด้านการเงินที่มองว่าปัญหาของ Covid-19 ยังคงทำให้เศรษฐกิจของโลกตกต่ำได้อย่างต่อเนื่องและภายในช่วงกลางปี 2021 ปัญหานี้ก็อาจจะยังไม่ลดลง ที่สำคัญคือผู้นำเศรษฐกิจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาก็อาจจะต้องเจอวิกฤตหนักด้านเศรษฐกิจที่ตกต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปีเลยทีเดียว

การวิเคราะห์เรื่องเศรษฐกิจโลกภายในช่วงปี 2021 เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงท้ายปี 2020 ที่ดัชนีหุ้นของสหรัฐฯ ตกลงอย่างรุนแรงและตกต่ำที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่มาพุ่งขึ้นสูงได้ในช่วงกำลังจะข้ามปี ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยจากสถานการณ์ Covid-19 มาอย่างต่อเนื่องและทำให้เกิดผู้เสียชีวิตสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศโซนยุโรปที่ถือว่าเป็นกลุ่มอันดับต้น ๆ ของโลกในด้านเศรษฐกิจ ต้องเผชิญปัญหานี้อย่างหนักหน่วง เพราะมีผู้ติดเชื้อ Covid-19 จำนวนกว่าแสนคนต่อวันและมีผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง

ภาพรวมจึงออกมาค่อนข้างชัดเจนว่าปี 2021 ในช่วงครึ่งปีแรก เศรษฐกิจจะยังคงทรงตัวและอาจจะลดต่ำลงในบางจังหวะ เพราะเชื่อว่าปัญหา Covid-19 จะยังคงไม่หายไปแน่นอน จุดนี้เองจึงทำให้เกิดเป็นการผลักดันโครงการ Belt Road Initiative ที่ประเทศจีนต้องการให้ทุกประเทศในเอเชียกลายเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจที่มีความแข็งแกร่ง เพื่อขึ้นมาแทนที่เหล่ามหาอำนาจเศรษฐกิจของโลกที่กำลังประสบปัญหาภายในอย่างหนักหน่วง จนทำให้เศรษฐกิจลดต่ำกว่ามาตรฐานปกติ โดยเป็นการเร่ง 15 ประเทศภายในโซนเอเชียที่ถือว่าเป็นประเทศสำคัญด้านอู่ข้าวอู่น้ำและการผลิตต่าง ๆ ของเอเชียเข้ามาร่วมมือกัน แล้วดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนภายใน 15 ประเทศนี้กันมากขึ้น

สำหรับประเทศจีนสามารถทำให้คนทั่วโลกได้เห็นถึงการเป็นเจ้าแห่งเศรษฐกิจโลก ด้วยการยอมปรับกลยุทธ์ทุกรูปแบบภายในประเทศของตัวเอง เพื่อทำให้เศรษฐกิจโดยรวมยังสามารถเป็นไปได้ด้วยดี โดยในช่วงปี 2019 ที่ประเทศจีนจะต้องปิดประเทศ เนื่องมาจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 แต่ก็ยังคงมีค่า GDP เติบโตได้ถึง 2% และในปี 2020 ก็ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมคาดการณ์ปี 2021 ในช่วงครึ่งปีแรกอาจเติบโตได้มากถึง 8.4 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

เมื่อเข้าสู่ปี 2021 เศรษฐกิจโลกโดยรวมเริ่มขยับตัวมากขึ้น หลังจาก Covid-19 เริ่มมีความหวังในเรื่องของวัคซีนป้องกัน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต่างออกมาคาดการณ์เรื่องเศรษฐกิจโดยรวมที่แลดูจะฟื้นตัวได้ดี แต่ก็ยังคงต้องระวังในเรื่องของปัญหาการระบาด Covid-19 ระลอกใหม่ที่ยังคงสร้างแนวโน้มที่ไม่ดีในเรื่องของเศรษฐกิจได้มากพอสมควร แต่ทั้งนี้ถ้าประเทศไทยสามารถปรับตัวให้เข้ากับปัญหาได้แบบเดียวกับประเทศจีน ค่า GDP เศรษฐกิจของไทยน่าจะยังคงทรงตัว ไม่ลดต่ำลงกว่านี้ และอาจจะขยับขึ้นอีกด้วย

วัคซีนโควิด-19 จะสามารถฉุดเศรษฐกิจโลกให้ดีขึ้นจริงหรือ

วัคซีนโควิด-19 จะสามารถฉุดเศรษฐกิจโลกให้ดีขึ้นจริงหรือ

วัคซีนโควิด-19 กำลังเป็นที่สนใจในระดับโลก เพราะเป็นความหวังในการปกป้องและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชากรโลกในการมีชีวิตรอดปลอดภัยจากการโรคไวรัสโควิด-19 ล่าสุดหน่วยงานระดับโลกอย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ ได้ออกมาวิเคราะห์แนวทางเศรษฐกิจโลกว่า จะเติบโต 5.5 เปอร์เซ็นต์ในปี 2564 หากเป็นไปตามความคาดหมายว่านานาประเทศทั่วโลกสามารถผลักดันให้วัคซีนโควิด-19 เข้าถึงผู้คนในประเทศของตนเองให้มากที่สุด แต่ทว่าสถานการณ์การกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรน่าอาจเป็นตัวแปรที่ส่งผลกระทบกับต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกได้เช่นกัน ดังนั้นการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 จะช่วยฉุดเศรษฐกิจโลกให้ดีขึ้นจริงหรือไม่ เรามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาให้ได้ทราบกัน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไอเอ็มเอฟ หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ระบุว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังวิกฤตการเงินโลกในปี ค.ศ. 2010 และผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาพบว่ามีการขยายตัวสูงถึง 5.5 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ทิศทางเศรษฐกิจในปี 2022 จะมีการขยายตัวอยู่ที่ 4.2 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่ากลายพันธุ์ เป็นตัวแปรสำคัญ

เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ทั่วโลกมีตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวนสูงถึง 105,891,238 คน ตัวเลขความสูญเสีย 2,307,415 คน จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ +480,935 คน และมีตัวเลขผู้รักษาหายอยู่ที่ 77,656,205 คน ซึ่งเป็นแรงผลักดันอันแรงกล้าให้บรรดานักวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์ชั้นนำทั่วโลกต่างเร่งค้นคว้าและพัฒนากระบวนการทดลองวัคซีนป้องกันโควิด-19 จนกระทั่งเป็นผลสำเร็จมีวัคซีนออกมาหลายชุดและหลายประเทศได้นำร่องโดยการเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชากรของตนเองแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ฉีดมากที่สุดประมาณ 28 ล้านโดส จากจำนวนประชากร 328 ล้านคน ซึ่งพบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อลดภายหลังการฉีดวัคซีนสหรัฐ ตามมาด้วยประเทศจีนจำนวน 23 ล้านโดส สหราชอาณาจักร 9 ล้านโดส จากจำนวนประชากร 66.65 ล้านคน ส่วนอิสราเอลเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่แต่ฉีดต่อประชากร 100 คนสูงที่สุด โดยฉีดไปแล้ว 4.66 ล้านเข็ม จากจำนวนประชากร 8.88 ล้านคน ซึ่งข้อมูลล่าสุดจนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 พบว่ามีการฉีดไปแล้วกว่า 100 ล้านโดส หรือ ประมาณ 46 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามข้อมูลผลข้างเคียง เช่น อาการปวด หรือบวม แดง บริเวณที่ฉีดวัคซีน มีไข้ อ่อนเพลีย หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดศีรษะ ตลอดจนอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่ด้วย

สำหรับประเทศไทย มีเป้าหมายเช่นเดียวกับนานาประเทศ โดยจุดประสงค์หลักของการฉีดวัคซีนก็เพื่อหวังผลในการลดการแพร่ระบาด อย่างรุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มเสี่ยง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ฯลฯ

อย่างไรก็ตามจากรายงานของ ไอเอ็มเอฟ ระบุว่ามาตรการฉีดวัคซีนโควิด-19 ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจมวลรวมหรือจีดีพีของประเทศสหรัฐฯ ภายในอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีอัตราการขยายตัวราว 5.1 เปอร์เซนต์ ส่วนประเทศจีนภายหลังการรับวัคซีนและมีการคลี่คลายทางด้านเศรษฐกิจ คาดว่าอัตราการขยายตัวจะอยู่ที่ 8.1 เปอร์เซนต์ภายในปีนี้ ดังนั้นเมื่อมองไปในแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ จึงทำให้เชื่อได้ว่าคำตอบเป็นไปในแนวโน้มที่ผ่อนคลายความตึงเครียดลง แต่ในระยะยาว เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าการใช้วัคซีนโควิด-19 จะช่วยฉุดให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้นจริงหรือไม่

ติดตามเศรษฐกิจโลก โกโก้ พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจับตามอง

ติดตามเศรษฐกิจโลก โกโก้ พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจับตามอง

โกโก้ พืชสารพัดประโยชน์ที่กำลังจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย เป็นกระแสข่าวที่ได้รับความสนใอย่างมากจากบรรดาเกษตรกรและกลุ่มอุตสาหกรรม ด้วยคุณประโยชน์และมูลค่าการตลาดที่ดึงดูดใจ ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุนเกษตรกรทำการผลิตเพื่อส่งออกในอุตสาหกรรมช็อกโกแลต ตลอดจนแผนการผลิตโกโก้เพื่อทดแทนการทำสวนยางพาราที่ให้น้ำยางน้อย เมื่อพิจารณาความต้องการผลผลิตโกโก้ในระดับเศรษฐกิจโลก เห็นว่ามีความต้องการสูงขึ้นทั้งในตลาดต่างประเทศและในประเทศ แต่จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ เราไปหาคำตอบพร้อม ๆ กัน

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกโกโก้อยู่ทั่วประเทศ จำนวน 5,464.39 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เก็บเกี่ยวแล้วจำนวน 4,090.66 ไร่และอยู่ระหว่างการเพาะปลูกอีก 1,373.73 ไร่ โดยพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 3,957.59 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือในแถบจังหวัดเชียงราย ลำปาง น่าน และ จังหวัดตาก ส่วนพื้นที่เพาะปลูกในภาคตะวันออกจำนวน 586.48 ไร่ ส่วนมากอยู่ในจังหวัดจันทบุรี

ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางแผนศึกษาข้อมูลด้านการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เหมาะสมทดลองเพาะปลูกโกโก้แซมในพื้นที่สวนยางที่ให้ปริมาณน้ำยางน้อยเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหายางพาราราคาตกต่ำ ซึ่งนักวิชาการเกษตรมองว่าการปลูกโกโก้สามารถทำได้จริงภายใต้การวางแผนเพาะปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค โดยมีแผนการตลาดรองรับเป้าหมายในเชิงอุตสาหกรรมแปรรูปโกโก้ซึ่งเน้นที่ปริมาณและคุณภาพ ข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตช็อกโกแลต ระบุว่าคนไทยมีความต้องการบริโภคช็อคโกแลตเฉลี่ยอยู่ที่ 120 กรัมต่อคนต่อปี ซึ่งเมื่อเทียบกับชาวเบลเยียมที่บริโภคช็อกโกแลต 8 กิโลกรัมต่อคนต่อปี จึงนับได้ว่าโอกาสขยายตัวทางการตลาดและการเพาะปลูกมีแนวโน้มที่สูงขึ้น

ข้อมูลจากศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า แม้อาเซียนจะไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก แต่ด้วยกำลังการผลิตจากหลายประเทศ เช่น ไทย มาเลเซีย ฟิลิปฟินส์ และเวียดนาม โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 72% ทำให้โกโก้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจอีกอย่างหนึ่งของอาเซียนไปโดยปริยาย

จากสภาพเศรษฐกิจโลก แนวโน้มการเติบโตความต้องการโกโก้ในปี 2563 ตามการคาดการณ์ของ International Cocoa Organization พบว่ามีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าปริมาณความต้องการโกโก้ทั่วโลกจะอยู่ที่ 44.7 ล้านตัน โดยผลจากการประเมินสภาวะตลาดทั้งในประเทศและตลาดโลก พบว่าความต้องการผลผลิตโกโก้เพิ่มขึ้น โดยมีการนำเข้าโกโก้มูลค่า 1,761 ล้านบาท ในปี 2560 อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มีการปรับเปลี่ยนจำนวนการผลิตเหลือ 2.9 แสนตัน พร้อมทั้งปรับขึ้นภาษีส่งออกเมล็ดโกโก้อีก 15% โดยมุ่งเน้นการส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าสูง และส่งเสริมอุตสาหกรรมช็อกโกแลตมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย หากมีการสนับสนุนและส่งเสริมการผลิตอย่างจริงจัง รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการโกโก้ แห่งชาติ (Thailand Cocoa Board) เพื่อรวบรวมข้อมูลโกโก้ทั้งหมดให้เป็นระบบ สามารถควบคุมมาตรฐานได้แก่ การคัดเลือกสายพันธุ์ การควบคุมคุณภาพของผลผลิต พร้อมทั้งจัดทำแผนโปรโมททั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างครบวงจร เช่น เทศกาลช็อกโกแลตแบรนด์ไทย เป็นต้น

แม้ว่าโกโก้โกโก้จะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอาง ส่งผลให้ราคารับซื้อโกโก้ปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า โกโก้สามารถเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตของไทยได้ แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะสามารถผลิตได้เพียงไม่กี่ร้อยตันเท่านั้น แต่ในอนาคตการปลูกโกโก้จะเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นในพื้นที่เพาะปลูกทั้ง 47 จังหวัดทั่วประเทศ

โควิด-19 ตัวการร้ายทำลายเศรษฐกิจโลกจริงไหม

โควิด-19 ตัวการร้ายทำลายเศรษฐกิจโลกจริงไหม

ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2021 อย่างเต็มตัวแล้ว เชื่อว่าหลายคนรู้สึกว่า 2020 เป็นปีที่หนักหนามาก จากผลกระทบวิกฤติหลายอย่างตั้งแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM2.5 แม้กระทั่งโควิด-19 ที่หลายคนคิดว่าผ่านไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้น มันไม่ได้จบไปอย่างที่หลายคนคิด เพราะเมื่อต้นปีเป็นเพียงวิกฤติระลอกแรกเท่านั้น และตอนนี้ประเทศไทยเรากำลังอยู่ในภาวะวิกฤติโควิด-19 ระลอก 2 และยังไม่มีใครรู้ได้ว่า วิกฤตินี้จะจบลงเมื่อไหร่ ทุกคนต่างภาวนาให้วิกฤติโควิดนี้ผ่านไปให้เร็วที่สุด

โควิด-19 ทำลายเศรษฐกิจโลกจริงไหม?
โควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดไปทั่วทุกภูมิภาคของโลกอย่างต่อเนื่อง เหล่าประเทศที่เคยสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ในช่วงแรก ณ เวลานี้กลับมีการระบาดของโรคกลับมาเป็นระลอกที่ 2 ในขณะที่บางประเทศยังไม่จบระลอกแรก อย่างประเทศสหรัฐอเมริกายังคงเป็นอันดับหนึ่งของโลก กับจำนวนสถิติผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด 19 ล้านกว่าคน และจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มากถึงวันละ 160,000 กว่าคน และจำนวนผู้เสียชีวิตยอดรวมสะสม 330,000 กว่าคน รองมาคือประเทศอินเดีย บราซิล รัสเซีย และฝรั่งเศส รวมจำนวนผู้ติดเชื้อยอดสะสมทั่วโลกอยู่ที่ 80 กว่าล้านคน และเสียชีวิตยอดรวมสะสมอยู่ที่ 1.7 กว่าล้านคน (ข้อมูลอัปเดตวันที่ 27 ธ.ค. 63) จากตัวเลขที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เราเห็นว่า โควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบสูง จากที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ก็ต้องหยุดชะงักแบบเฉียบพลันเลยก็ว่าได้

โควิด-19 ทำลายเศรษฐกิจโลกอย่างไร

ทั่วโลกหยุดการเดินทางเพื่อหยุดการแพร่ระบาด
ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศต้องหยุดชะงัก มีการกักตัวไม่ให้มีการเดินทางเข้า-ออก นอกประเทศ ทุกสายการบินงดไฟลท์บิน เครื่องบินทุกสายการบินจอดอยู่เต็มลานจอด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งแบบข้ามประเทศ

เศรษฐกิจระดับประเทศหยุดชะงักเพราะการล็อกดาวน์
ก่อนหน้าที่จะค้นพบวัคซีน หลายประเทศใช้ยาแรง คือการประกาศล็อกดาวน์ประเทศ แม้ว่าจะทำให้สามารถสกัดกั้นการแพร่ระบาดได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่เศรษฐกิจภายในประเทศกลับเสียหายหนัก ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจร้านอาหาร โรงแรมเจ็บหนัก รัฐอุ้มทุกภาคส่วนไม่ไหว ทำให้หลายบริษัทปิดตัวลงเพราะขาดรายได้มาจุนเจือ แรงงานตกงานกันทั่วหน้า นักท่องเที่ยวไม่เดินทาง รายได้เข้าประเทศไม่มี ประเทศไหนที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก ปีนี้นับว่าเป็นปีที่อ่วมกันถ้วนหน้า

ไม่มีกำหนดเวลาวันสิ้นสุดวิกฤต
ต่อให้สามารถผลิตวัคซีนรักษาโรคระบาดนี้ได้ แต่ก็ยังไม่มีใครที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าวิกฤตินี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ประเทศที่เคยเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจตอนนี้ได้เปลี่ยนไป ณ เวลานี้ไม่ใช่คนที่มีน้ำมันมากหรือมีการค้าขายระหว่างประเทศสูง หรือมีขีปนาวุธที่ทรงอานุภาพในการทำลายล้างอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องมือสำคัญในการกุมโลกไว้ในมืออีกแล้วในยามนี้ ใครที่ผลิตวัคซีนรักษาโรคได้ก่อน ชาตินั้นต่างหากที่กำลังจะกุมอำนาจโลกไว้ในมือ เพราะทุกประเทศต่างก็ต้องการวัคซีนมาป้องกัน

ตราบใดที่โควิด-19 ยังคงระบาดอยู่ และยังไม่มีวัคซีนที่เพียงพอในการรักษาอย่างทั่วถึง เศรษฐกิจก็คงไม่ฟื้นตัวกลับมาดีได้ในเร็ววันนี้แน่ เพราะการที่พลเมืองของประเทศที่ถือเป็นฐานกำลังหลักในการผลิตและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังคงหวาดหวั่นกับโรคระบาด ธุรกิจเดินหน้าต่อไปไม่ได้เพราะขาดเม็ดเงิน สภาวะแบบนี้มีแต่จะส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น คนรวยจะรวยล้นฟ้า คนจนจะจนแสนสาหัส หากยังไม่มีวิธีการรับมือกับโรคระบาดนี้ เศรษฐกิจโลกจะล่มสลายและต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกนานหลายปี