อัพเดทปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลก 2019 ที่คนรุ่นใหม่ควรรู้

อัพเดทปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลก 2019 ที่คนรุ่นใหม่ควรรู้

ตลอดปี 2019 นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการทั่วโลกวิเคราะห์ว่า คนทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง จากระบบเศรษฐศาสตร์มหภาคที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้าด้วยกัน ซึ่งคาดว่า ในปี 2020 จะอยู่ในภาวะถดถอยที่เห็นได้ชัดกว่าปัจจุบัน

โดยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขในตลาดหุ้นใหญ่ เช่น S&P ,Dow Jones ตลอดจนทิศทางการเคลื่อนไหวของเงินทุนระหว่างประเทศ ราคาทองคำและน้ำมันดิบ ฯลฯ อันเป็นดัชนีชี้วัดสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่สำคัญ กูรูทางด้านการเงินการตลาดให้เหตุผลว่า การที่เศรษฐกิจโลกมีการผันผวนมากต่อเนื่องมาหลายปีนั้น เกิดเนื่องจากสงครามทางการค้าที่ยืดเยื้อมาหลายปี ระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา

ปัญหานโยบาย American First

โดยเฉพาะตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้คะแนนเสียงเป็นผู้ชนะจากการเลือกตั้ง ให้เป็นประธานาธิบดี คนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ในปี 2016 มาจนถึงปัจจุบัน โดยใช้นโยบายตอนหาเสียงว่า American First เพื่อสร้างความหวังในการแก้ ปัญหาเศรษฐกิจ ฝืดเคือง ยาเสพติด คนว่างงาน ฯลฯ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งกับประเทศต่าง ๆ จำนวนมากเรื่อยมา ที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศเม็กซิโก ที่เคยมีกรณีพิพาทเรื่องของการให้ก่อสร้างกำแพง ลดการลักลอบเข้าไปทำงานในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย และยังทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมตามมา รวมถึงปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์สินค้า ทั้งหมวดอุตสาหกรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์กลุ่มไอที ที่ Huawei ได้รับผลกระทบดังที่เป็นข่าวทั่วโลกในช่วงปีที่ผ่านมา

นอกจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาแล้ว การที่ประเทศอังกฤษจะส่งมอบสิทธิ์การปกครองฮ่องกงคืนให้แก่จีน ในปี 2047 ที่กำลังมาถึง (ปัจจุบัน ฮ่องกงปกครองแบบ 1 ประเทศ 2 ระบอบ) ก็ทำให้เกิดม็อบจากกลุ่มคนฮ่องกงรุ่นใหม่ที่ไม่ยินยอมอยู่ภายใต้กฎระเบียบต่าง ๆ ของจีน ทำให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงปิดสนามบินและการจลาจลต่าง ๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจของฮ่องกงได้รับผลกระทบ ซึ่งส่งผลต่อประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างไทย ที่มีการทำธุรกิจร่วมกัน เช่น การค้า สายการบิน รายการโทรทัศน์ ฯลฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมา ทำให้บริษัทต่าง ๆ ที่เคยมีมูลค่าสูงในตลาดหุ้น ต่างปรับตัว มีการควบรวมกิจการ บางแบรนด์สินค้าที่เคยมีการเปิดหลายสาขาก็ต้องทยอยปิดตัว เพื่อลดค่าใช้จ่ายต้นทุน

ประกอบกับ ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์ด้านการตลาด ทำงานแทนคนได้ในหลายกระบวนการของอุตสาหกรรม จึงมีจำนวนผู้ว่างงานมากขึ้น จากการเลิกจ้างทั้งแบบกะทันหันและแบบมีการแจ้งล่วงหน้า โดยมีการปรับลดอัตราเงินเดือนและสวัสดิการต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง

กูรูด้านการลงทุนและการตลาดจึงให้คำแนะนำว่า ผู้ที่คิดลงทุนทำธุรกิจใหม่ หรือลงทุนทางการเงินในตลาดหุ้น ในปี 2019-2020 ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกมีความอ่อนไหวตามนโยบายทางการเมืองของผู้นำในหลายประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะจีนและสหรัฐอเมริกา

ปัญหานโยบาย American First

ภาวะเศรษฐกิจโลกส่งผลอย่างไรต่อคนไทย 2019

ภาวะเศรษฐกิจโลกส่งผลอย่างไรต่อคนไทย 2019

ภาวะเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบันมีความผันผวนอย่างมาก เนื่องจากมีสงครามทางการค้าระหว่างประเทศหลายแห่ง เช่น จีนกับสหรัฐ เกาหลีใต้กับญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาวะการค้าระหว่างกันทั่วโลก เนื่องจากนโยบายด้านภาษี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องมีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วย

ด้วยภาวะที่มีความกดดันดังกล่าว จึงทำให้หลายประเทศมีนโยบายควบคุมการลงทุนจากต่างชาติเพื่อพยุงเศรษฐกิจภายใน ส่งเสริมการจ้างงานในประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนที่ก่อนหน้านี้มีนักธุรกิจไทยจำนวนมากไปลงทุนไว้

ทำไมเศรษฐกิจไทย ถึงตกอยู่ในสภาวะที่ฝืด

เมื่อเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา จึงทำให้เศรษฐกิจไทยมีภาวะฝืดตามไปด้วย ระดับรายได้ของผู้ที่เคยมีฐานะร่ำรวย คิดเป็นสัดส่วนลดลง ประกอบกับค่าเงินที่แข็งตัว ทำให้โอกาสในการลงทุนจากต่างประเทศน้อยลง ผู้ที่ต้องการทำสินค้าส่งออก เช่น ธุรกิจ Start Up ที่มีเงินทุนระดับ 10-20 ล้าน จึงอยู่ในภาวะนิ่ง และโดยรวมพบว่าคนไทยที่มีรายได้ปานกลางและน้อยมีสัดส่วนมากขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา

สงครามการค้าที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดในปัจจุบัน คือ ปัญหาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและจีน ที่แม้จะมีการยืดอายุการเพิ่มอัตราภาษีและการแบนสินค้าจากจีนหลายรายการ แต่ก็ยังมีท่าทีที่จะยืดเยื้อต่อไปอีกยาวนาน ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกสินค้าจำพวกอะไหล่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิส์หลายประเภท ที่มีท่าทีจะซบเซาอย่างต่อเนื่อง

ในด้านการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ปัญหาความขัดแย้งภายในระหว่างประเทศจีนกับฮ่องกง ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และมีการปิดสนามบินเป็นระยะ ทำให้กระทบต่อธุรกิจการบินและการท่องเที่ยวอย่างมาก ยังไม่รวมปัญหาที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องอยู่ในภาวะรัดเข็มขัด เพราะต่างไม่มั่นใจในเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศ จึงมีจำนวนการจองห้องพักน้อยลง แม้จะเป็นช่วง Hi-Season ซึ่งผู้ที่ทำธุรกิจการโรงแรม ทัวร์ ต่างต้องประชาสัมพันธ์ทางเว็บไซต์อย่างหนักหน่วง และหาอาชีพเสริมอื่น ๆ เพื่อให้มีรายได้สำรองหลายช่องทาง

ทำไมเศรษญกิจไทย ถึงตกอยู่ในสภาวะที่ฝืด

สำหรับผู้ที่เล่นหุ้น ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนแนะนำว่าให้ชะลอการเสี่ยง โดยการเก็บเป็นเงินสดสำรองไว้ และเพิ่มเปอร์เซ็นต์การลงทุนของพอร์ตไปทางด้านกองทุนที่ไว้ใจได้ จะทำให้รักษาอัตราเงินตอบแทน หรือการปันผลในระดับปานกลางได้อยู่ ทั้งนี้ผู้ที่จะเข้ามาเสี่ยงในตลาดหุ้น หากเป็นมือใหม่ต้องทำการศึกษาอย่างรอบคอบ เพราะเป็นช่วงที่ตลาดมีสัญญาณการเคลื่อนไหวไปทางด้านลบ ทำให้มีโอกาสสูญเสียเงินต้นมากกว่าการได้กำไร

กล่าวได้ว่า ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลก ย่อมส่งผลต่อคนไทย เราทุกคนจึงต้องติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ตลอดเวลา

สงครามการค้าฉุดเศรษฐกิจโลก และกระทบต่อไทยไม่ต่างกัน

สงครามการค้าฉุดเศรษฐกิจโลก และกระทบต่อไทยไม่ต่างกัน

โลกเคยมองจีนเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แต่ทุกวันนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวส่งสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาภาคการผลิตตกต่ำกระจายไปทั่วเอเชีย การผลิตหดตัวทั้งในประเทศจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน อีกทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนยิ่งบานปลายมากขึ้น นานหลายปีทีเดียวที่อเมริกากังวลการสยายปีกทางการค้าและอำนาจของจีน แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าในเวลานี้คือกลัวว่าจีนจะหมดพลังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของโลกได้อีกต่อไป

ความวิตกกังวลของ สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ

ปริมาณการผลิตของโรงงานทั่วเอเชีย รวมทั้งไทย หดตัวลงมากในเดือนกรกฎาคมที่ผ่าน สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐน่าเป็นห่วง ผลกระทบจากการชะลอตัวของจีนที่หดตัวเป็นเดือนที่สองติดต่อกันอาจฉุดเศรษฐกิจโลกหันไปสู่ภาวะถดถอย ปัญหาตกงานก็จะเพิ่มขึ้นด้วย มองที่เอเชียเหนือจะเห็นว่าการส่งออกของญี่ปุ่น, เกาหลีใต้และไต้หวันได้รับผลกระทบมาระยะหนึ่งแล้ว พิษการค้าฟาดหางมาถึงประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่การส่งออกและการผลิตลดลงมาก การผลิตในยุโรปหดตัวลงเช่นกัน

ธนาคารกลางสหรัฐยอมรับว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดของจีนช่วยให้เศรษฐกิจโลกหลุดพ้นจากวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทางธนาคารกลางสหรัฐเพิ่งประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อป้องกันภาวะตกต่ำครั้งต่อไป ขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นและธนาคารกลางยุโรปกำลังรอดูท่าทีอยู่เหมือนกัน ถ้าความตึงเครียดทางการค้ายังคงคุกร่นก็เป็นไปได้ที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง

นักวิเคราะห์กล่าวว่าประเทศจีนเป็นศูนย์กลางของแรงดึงดูดทางเศรษฐกิจของเอเชีย แต่การผลิตในโรงงานกำลังชะลอตัวและแนวโน้มยังคงน่ากังวลเป็นผลจากความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐ ภาคการผลิตของจีนลดการจ้างงานถึง 5 ล้านคนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เกือบครึ่งเป็นผลมาจากสงครามการค้านั่นเอง การเจรจาการค้ารอบสั้นในเซี่ยงไฮ้มีสัญญาณความคืบหน้าเล็กน้อย สหรัฐและจีนตกลงกันว่าจะเปิดฉากคุยกันใหม่ในเดือนกันยายน เส้นทางการเจรจาในอนาคตมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกแน่นอน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศเตือนว่าข้อพิพาททางการค้าส่งผลให้ผลผลิตทั่วโลกลดลง 0.2% นักเศรษฐศาสตร์หลายคนกล่าวว่าถ้าสงครามการค้าบานปลายอาจเกิดภาวะถดถอยทั่วโลก ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปี 2562 จะลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 4 ปี นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยจะลดลงมากถึง 3.1% ในปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับศูนย์ข่าวกรองเศรษฐกิจ SCB ที่คาดการณ์ว่าการส่งออกของประเทศจะลดลงในปีนี้ระหว่าง 1.6-3.1% ในยามที่การส่งออกเริ่มติดลบสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างให้แก่อุตสาหกรรมการผลิตและส่งออก ยิ่งต้องจับตาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนให้ดี โดยเฉพาะแนวโน้มการผลิตที่ลดลงจะดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปี หรือจนกว่าการเจรจาการค้าของสองยักษ์ทางเศรษฐกิจโลกจะมีนโยบายที่ชัดเจน

ความวิตกกังวลของ สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ

เตือนภัยอาชญากรรมทางไซเบอร์คุกคามเศรษฐกิจโลก

มาดูการสำรวจความคิดเห็นของ CEO ระดับโลก

ทุกวันนี้ภาคธุรกิจใช้ไซเบอร์สเปซเป็นเครื่องมือการติดต่อสื่อสารและการตลาดที่ทรงอานุภาพ ช่วยโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการให้เป็นที่รู้จักรวดเร็วและขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น ถือเป็นช่องประหยัดต้นทุนสำหรับธุรกิจเริ่มต้นที่มีงบประมาณไม่มาก และธุรกิจที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี โลกไซเบอร์มีช่องโหว่และปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นภัยคุกคามที่อันตรายต่อหมายเลขหนึ่งต่อเศรษฐกิจโลกในอีก 5-10 ปีข้างหน้า บรรดาผู้บริหารองค์กรกำลังคำนึงเรื่องประเด็นความปลอดภัย หาทางป้องกันและรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ

มาดูการสำรวจความคิดเห็นของ CEO ระดับโลก

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการสำรวจความเห็นของซีอีโอระดับโลก 200 คนในธุรกิจเอกชนรายใหญ่สุดที่ติดอันดับแถวหน้าของนิตยสาร Forbes รวมถึงอบถามความเห็นนักลงทุนอาวุโส 100 คนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก พบว่าเห็นตรงกันในเรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์สเปซน่าวิตกที่สุดสำหรับเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า รองลงไปเป็นเรื่องรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันและการตกงานจากเทคโนโลยีปัญหาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ ภัยคุมคามทางไซเบอร์ยังน่ากังวลกว่าสงครามภาษีและปัญหาสภาพแวดล้อม ซีอีโอระดับโลกเห็นตรงกันว่าบริษัทใหญ่ทั่วโลกควรร่วมมือแก้ไขปัญหาภัยคุกคามไซเบอร์สเปซ เนื่องจากแฮกเกอร์รุ่นใหม่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ สามารถเขียนโค้ดแบบซับซ้อนเพื่อใช้เจาะข้อมูลและโจมตีระบบ ยิ่งวิธีการของคนร้ายหลากหลายมากเท่าไร การป้องกันก็ยากมากขึ้นเท่านั้น แฮกเกอร์จะเปลี่ยนรูปแบบใหม่และล้ำหน้ากว่าระบบรักษาความปลอดภัยอยู่หนึ่งก้าวเสมอ จนเหมือนกับสำนวนที่ว่า วัวหายล้อมคอก หลังจากเกิดเหตุการณ์หลายครั้ง

เมื่อประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์ในอนาคตพบว่าสิ่งที่น่าจะได้รับผลกระทบจากการโจมตีของแฮกเกอร์มากที่สุดคือเครือข่ายไร้สาย 5G, ปัญญาประดิษฐ์ และไบโอเมตริก เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นที่นิยมและเติบโตรวดเร็วเท่าไรก็ยิ่งเกิดปัญหา ตัวอย่างเช่น เครือข่ายไร้สาย 5G ทำงานได้เร็วกว่าอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันเกือบ 1,000 เท่าซึ่งจะทำให้อาชญากรสามารถโจมตีได้รวดเร็วในระดับ 5G เช่นเดียวกัน กลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ที่รับมือยากที่สุด เพราะการโจมตีบนเครือข่ายย่อมหมายความว่าแฮกเกอร์เจาะระบบอุปกรณ์ทั้งหมดได้ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่น่ากลัวมาก

แฮกเกอร์เข้าถึงเครือข่ายไร้สายในรถยนต์ผ่านทางบลูทูธ สัญญาณวิทยุ และระบบซอฟต์แวร์ทันสมัยต่าง ๆ โจรขโมยรถยนต์ผ่านเครือข่ายไร้สายได้ง่าย ๆ โดยการติดตามผ่าน GPS บนแผนที่โดยที่คนขับไม่รู้ตัว จากนั้นใช้คอมพิวเตอร์สั่งปลดล็อกประตูจากระยะไกล จัดการกับระบบกันขโมยและเจาะซอฟต์แวร์สั่งสตาร์ทเครื่องยนต์ รถยนต์แบรนด์ไหน รุ่นไหน เจาะเข้าระบบง่ายก็หวั่นใจได้เลย มีผลกระทบอย่างแน่นอน

สำหรับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ถือว่าพัฒนามาไกลและใช้ยกระดับการป้องกันการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็เปรียบได้กับดาบสองคม แม้ว่าด้านหนึ่งใช้สร้างระบบการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั่วโลก แต่อีกด้านจะเป็นเทคโนโลยีที่แฮกเกอร์สนใจเข้าตรวจสอบก่อนอื่น เพื่อมองหาช่องโหว่ที่จะนำมาใช้ประโยชน์เพื่อก่ออาชญากรรมไซเบอร์ในที่สุด

มาถึงเทคโนโลยีลำดับที่สามคือไบโอเมตริกหรือกาตรวจสอบทางชีวภาพ ซึ่งถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในเศรษฐกิจทั่วโลก เช่น การเจาะเข้าระบบฐานข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ที่จัดเก็บลักษณะทางชีวิตภาพของคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเสียง ใบหน้า ลายนิ้วมือ ทำให้อาชญากรไซเบอร์นำข้อมูลอาชญากรไซเบอร์ไปใช้ประโยชน์ก่ออาชญากรรมได้ง่าย หากบรรดาบริษัทใหญ่ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์ การร่วมมือกันจะสร้างโลกไซเบอร์ที่ปลอดภัยและป้องกันผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เตือนภัยอาชญากรรมทางไซเบอร์คุกคามเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกต่อเศรษฐกิจไทยใน ปี 2019

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกต่อเศรษฐกิจไทยใน ปี 2019

ในปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจโลกได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย ดังนั้นการรู้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกมีทิศทางเป็นเช่นไร จะสามารถช่วยให้นักธุรกิจสามารถรับมือกับภาวะต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบที่เกิดจากความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันนั้นมีความผันผวนและเปลี่ยนแปรไปอย่างรวดเร็วมาก ดังนั้นการติดตามภาวะเศรษฐกิจจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และในปี 2019 นี้สามารถสรุปสถานการณ์ เศรษฐกิจโลกได้ดังต่อไปนี้

สงครามทางการค้าส่งผลต่อ GDP

สถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมากในปี 2019 นี้ก็คือสงครามทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งจากการคาดการณ์โดยนักเศรษฐกิจของธนาคารกสิกรไทยคาดว่าสงครามทางการค้านี้จะส่งผลให้อัตรา GDP ของประเทศไทยลดลงจากที่คาดการณ์เอาไว้เดิมถึง 0.6% เลยทีเดียว

อัตราการส่งออกลดลงจากปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว

การซื้อขายเงินตราในตลาดเศรษฐกิจโลกส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเงินบาทในตลาดโลกโดยตรง ซึ่งในขณะนี้อัตราค่าเงินบาทได้ไต่ขึ้นไปอันดับสูงที่สุดกว่าสกุลเงินอื่น ๆ ในอาเซียนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้อัตราการส่งออกชะลอตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดตามไปด้วย แต่ธุรกิจด้านการนำเข้าคาดว่าจะได้รับอานิสงส์ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาที่ถูกขึ้น

นักท่องเที่ยวมีเงื่อนไขอื่น ๆ ทำให้มาเยือนประเทศไทยลดลง

เนื่องจากในปัจจุบันกลุ่มประเทศอาเซียนได้มีการตื่นตัวในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกันมากขึ้น ดังนั้นเมื่อประจวบกับอัตราค่าเงินบาทของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยมีอัตราลดลง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่สำคัญของประเทศไทย

ผลการประชุม G20 ไม่ได้ให้ทิศทางที่ดีต่อเศรษฐกิจเท่าที่ควร

การประชุม G20 คือการเข้าร่วมประชุมของประเทศที่ถือเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจโลกจำนวน 20 ประเทศ ซึ่งหลายฝ่ายได้คาดการณ์ว่าการประชุมนี้จะช่วยลดปัญหาสงครามทางการค้าโลกให้มีทิศทางที่ดีขึ้นได้ แต่กลับพบว่ายังอยู่ในภาวะแบ่งรับแบ่งสู้และมีโอกาสที่สงครามทางการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาจะเกิดการปะทุขึ้นใหม่ได้ทุกเมื่อ จึงส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้มากนัก

ประเทศมหาอำนาจด้านการค้าหลายแห่งมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

สภาพเศรษฐกิจในประเทสมหาอำนาจทางการค้าโลกอย่างญี่ปุ่นหรือยุโรปมีผลกระทบที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว จึงส่งผลต่อภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ Brexit ในยุโรป หรือนโยบายทางการเงินของประเทศญี่ปุ่นที่เปราะบางลงเพราะปัญหาสงครามการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ด้วยปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลกต่าง ๆ เช่นนี้ จึงทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลกระทบตามไปด้วย นักธุรกิจจึงต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ได้เพื่อลดผลกระทบที่คาดว่าจะยังมีปัญหาในระยะยาวให้ดีที่สุด

สงครามทางการค้าส่งผลต่อ GDP

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและผลกระทบที่คนไทยควรรู้ ปี 2019

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและผลกระทบที่คนไทยควรรู้ ปี 2019

ในปี 2019 มีการวิเคราะห์จากสถาบันทางการเงินและการธนาคารหลายแห่ง มองในภาพรวมคล้ายกันว่าเรากำลังอยู่ในช่วงที่เป็นเศรษฐกิจขาลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะลอตัวลง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

สำหรับการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์และการเงิน ได้มีการแบ่งกลุ่มประเทศเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. DM หรือ Developed Markets หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ถ้าในโซนยุโรป อันได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ เป็นต้น ส่วนประเทศกลุ่ม DM ในโซนเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฯลฯ ที่ในภาพรวมปีนี้จะมีการขยายตัวที่น้อยลง

2. EM หรือ Emerging Markets เป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น ประเทศไทย จีน อินเดีย เม็กซิโก รัสเซีย แอฟริกาใต้ เป็นต้น มีการวิเคราะห์ว่าประเทศกลุ่ม EM ในปี 2019 จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจะคงตัว

จากแนวโน้มของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศทั้ง DM และ EM พบว่าปัจจุบันเศรษฐกิจของโลกค่อนข้างตึงตัวกว่าปีที่ผ่านมา หากวาดรูปกราฟเศรษฐกิจเปรียบเทียบตามช่วงปี จะเห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงปี 2019 เศรษฐกิจชะลอตัวจากช่วงพีคหรือจุดสูงสุดในปี 2018 อย่างมาก ซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจในการลงทุนของนักธุรกิจทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีการเติบโตของตลาดแรงงานที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของสังคมประเทศส่วนใหญ่ของโลกได้บ้าง

แต่ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่วางแผนจะไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (ซึ่งมักมีค่าตอบแทนสูงกว่ารายได้เฉลี่ยในประเทศกลุ่มกำลังพัฒนา) ในช่วงปี 2019 นี้ อาจจะค่อนข้างมีการแข่งขันสูง เนื่องจากมีรายงานสถิติว่ามีภาวะจ้างงานเต็มพิกัด หรือ full-employment ซึ่งแสดงถึงการเติบโตของเศรษฐกิจภายในที่อยู่ในภาวะร้อนแรงอย่างมาก

สำหรับการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์และการเงิน

ในทางการเกษตรและกสิกรรม ประเทศกลุ่ม EM อย่างไทยก็ได้รับผลกระทบในด้านการส่งออก เช่น ข้าว ปาล์ม อ้อย ที่มีล้นตลาด จนทำให้ราคาของพืชเกษตรเหล่านี้ตกต่ำอย่างที่เห็นได้ในข่าวเศรษฐกิจที่มีรายงานว่าเกษตรกรไทยกำลังประสบปัญหาราคาของสินค้าอุตสาหกรรมด้านเกษตรกรรมอยู่หลายชนิด ซึ่งถือว่าเป็นจุดต่ำสุดที่เทียบกับช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จนกระทั่งในช่วงของการเลือกตั้งช่วงต้นปี ก็มีการนำไปเป็นนโยบายที่จะผลักดันเพิ่มราคาของผลผลิตทางการเกษตรของไทย

ในด้านการลงทุนของเอกชน ในปีนี้นักธุรกิจต้องพิจารณาให้ดี โดยเฉพาะในประเทศจีนที่กำลังเน้นนโยบายควบคุมการก่อหนี้ ส่งเสริมรายได้ให้แก่คนในประเทศ ควบคุมค่าใช้จ่าย ชะลอการแข่งขันจากต่างชาติ ฯลฯ อันสืบเนื่องมาจากภาวะตึงเครียดทางการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกา

กล่าวได้ว่า ในปี 2019 เป็นปีที่ต้องมีการวางแผนและตัดสินใจการลงทุนต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ซึ่งนักลงทุนที่คิดจะไปทำธุรกิจค้าขายในประเทศ ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดด้วย

ปัญหาเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างไร

ปัญหาเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างไร

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่าประเทศจีนและสหรัฐอเมริกามีความขัดแย้งทางด้านนโยบายทางการค้าระหว่างกัน ส่งผลต่อภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยและประเทศส่วนใหญ่ทุกซีกโลก โดยเฉพาะด้านการค้าขาย การลงทุน รวมถึงตลาดหุ้นของหลายประเทศ เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นมหาอำนาจยุคใหม่

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนและเป็นแนวทางในการศึกษาข้อมูลเชิงลึกต่อไป

นโยบายของสหรัฐอเมริกาเกี่ยวพันกับปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศที่ต่อเนื่องยาวนานมาหลายปี ทำให้ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกาเลือก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จนได้รับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนล่าสุด จากการเลือกตั้งหลายปีที่ผ่านมา เพื่อหวังว่านโยบาย America first จะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ เช่น อาชญากรรม (จากการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเฉพาะจากประเทศเม็กซิโก) ปัญหายาเสพติดและคนไร้บ้าน ภาวะตลาดหุ้นซบเซา และการภาวะว่างงานของคนสัญชาติอเมริกัน การเกิดสงครามการค้าส่วนหนึ่ง จึงเกิดจากการผลักดันให้นโยบายต่าง ๆ ที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศไว้มีความเป็นรูปธรรมชัดเจน

การกีดกันทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งเกิดจากสหรัฐอเมริกาเสียดุลการค้าให้ประเทศจีนเป็นมูลค่าสูง รวมทั้งประเทศจีนมีการกระทำที่ละเมิดลิขสิทธิ์สินค้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สหรัฐอเมริกายกมาใช้ผลักดันกฏหมายหรือการเรียกเก็บภาษีที่แพงขึ้นกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ เพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าหลายรายการจากจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตของจีนและหลายประเทศที่เกี่ยวข้องตามกันมาเป็นลักษณะลูกโซ่

ตัวอย่างที่สำคัญ คือ การแบนสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีอย่าง Huawei ซึ่งเรียกได้ว่ามีแนวโน้มเป็นคู่แข่งมาแรงที่อาจกระทบต่อการเติบโตของ iPhone ของบริษัท Apple ได้เลยทีเดียว แม้ว่าจีนจะประกาศว่ามีเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ของระบบซอฟต์แวร์รองรับอยู่แล้ว แต่ก็เป็นสิ่งที่นักธุรกิจต้องจับตามองต่อไป ว่าทางออกของปัญหานี้จะเป็นเช่นไรประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสงครามการค้า

ด้านการลงทุนในประเทศจีนก็ซบเซาลง กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรของหลายชาติ เนื่องจากนโยบายของประเทศจีนในระยะหลัง ได้ชะลอการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ และการที่ผู้มีฐานะระดับสูงในประเทศจีน มีรายได้โดยรวมเฉลี่ยที่ลดลง ก็ส่งผลกระทบด้านลบต่อการท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างมาก เมื่อรวมเข้ากับปัจจัยภายในประเทศของไทย เรื่องการเมืองและการเลือกตั้งในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้ประเทศเราอยู่ในช่วงที่ต้องรัดเข็มขัดและต้องชะลอการผลิตและการค้าในทุกภาคส่วนตามไปด้วย

จะเห็นได้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศนี้ ยังไม่มีท่าทีที่จะยุติลง นักธุรกิจและผู้ที่ต้องการลงทุนจึงควรติดตามข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอเพื่อการปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์

ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนต่อเศรษฐกิจโลก

ปัญหาสงครามการค้า

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาเกิดปัญหาขัดแย้งความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยเฉพาะสงครามการค้าที่เรียกว่า Trade War ซึ่งตรงกับ สมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาที่ชนะการเลือกตั้ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2016 ที่ผ่านมา

นักธุรกิจทั่วโลกและผู้ที่สนใจข่าวสารทางเศรษฐกิจการเมืองจะสังเกตเห็นได้ว่ามีการประกาศปรับเปลี่ยนมาตรการควบคุมด้านภาษีการค้า เพื่อจำกัดการนำเข้าและการบริโภคสินค้า ระหว่างทั้งสองต่างประเทศมาเป็นระยะ ได้แก่ การที่สหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศ จีน จากเดิมที่มีการเรียกเก็บภาษีในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว คือเป็น 25% และหลังจากนั้นประเทศจีนก็ได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นอัตราภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาแบบเดียวกัน คือ 25%

นอกจากนี้ ยังเกิดการต่อต้านนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกาอย่างกว้างขวางในประเทศจีน โดยสังเกตได้จากการขึ้นราคาสินค้าให้แพงมากขึ้น สำหรับนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา ซึ่งโดยภาพรวมก็ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะการท่องเที่ยวและสภาพคล่องของทั้งสองประเทศเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ เรื่องของบริการโทรคมนาคมหรือโทรศัพท์มือถือ Huawei ซึ่งเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศจีน ก็ถูกแบนจากสหรัฐอเมริกาและมีการสร้างกระแสให้ต่อต้านอีกหลายช่องทาง จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วโลก

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ได้ให้ความเห็นว่า การที่ประชาชนชาวสหรัฐอเมริกาเลือกประธานาธิบดีทรัมป์จนชนะการเลือกตั้ง ในปี 2016 ก็เพราะว่าต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ที่หาเสียงไว้ คือ วลีที่ว่า America First หรือสหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน เนื่องจากช่วงขณะนั้นเป็นจุดวิกฤตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลง ร่วมกับมีการขาดดุลทางการค้ากับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ขณะเดียวกัน คนสัญชาติอเมริกาก็กำลังว่างงานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีผู้อพยพมาทำงานแบบผิดกฎหมายจากประเทศใกล้เคียง เช่น เม็กซิโก ซึ่งคนกลุ่มนี้มีความเกี่ยวพันกับปัญหาอาชญากรรมด้วยข่าวสารทางเศรษฐกิจการเมือง

จากที่ทั้งสองประเทศต่างเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค การเกิดสงครามการค้าจึงกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยภาพรวม ซึ่งประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบด้วย กล่าวคือ นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาประเทศไทยก็มีจำนวนที่น้อยลงอย่างมาก เพราะประชาชนคนจีนกลุ่มที่เคยมีรายได้สูงก็มีรายได้ลดลงและอยู่ในภาวะรัดเข็มขัด ส่วนนักลงทุนไทยที่จะไปทำการสร้างธุรกิจใหม่หรือขยายสาขาไปประเทศจีนก็ต้องชะลอ เพราะไม่สอดคล้องกับนโยบายของประเทศจีนในช่วงขณะนี้ เป็นต้น

การที่ประเทศจีนและสหรัฐอเมริกายังคงอยู่ในภาวะสงครามทางการค้าระหว่างกันอย่างไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงได้ในเวลาอันสั้น ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้นักธุรกิจและนักลงทุนมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น และต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ปรับตัวได้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกให้มากที่สุด

เศรษฐกิจของจีนส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศจีนเป็นที่สนใจจากคนทั่วโลก เพราะมีการเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 2018 ที่ผ่านมาทางการของประเทศจีนได้ประกาศว่าประเทศจีนกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี

ที่เป็นอย่างนี้ เพราะเกิดจาก 2 เรื่องที่สำคัญ คือ

1. นโยบายทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาประเทศจีนเน้นด้านของปริมาณการผลิตสินค้าให้มีจำนวนมาก แต่ไม่ได้เน้นเรื่องของคุณภาพจึงทำให้มีของล้นตลาดและไม่สามารถที่จะแข่งขันได้กับคู่แข่งธุรกิจที่มีสินค้ามีคุณภาพสูงมากกว่าได้

2. ความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา โดยทั้งสองประเทศมีการออกนโยบายเพื่อกีดกันการนำเข้าสินค้าระหว่างกัน ทำให้เกิดการคิดค่าภาษีสินค้ามากขึ้นและทำให้เศรษฐกิจของจีนอยู่ในช่วงขาลง

สำหรับประเทศไทยเองนั้น ต้องติดตามข่าวสารเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาให้มากขึ้น โดยเฉพาะการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพยายามกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีอำนาจในการผลิตสินค้าแข่งขันกับรัฐบาลจีนมากขึ้น ทำให้ในอนาคตประเทศจีน อาจจะไม่ได้อยู่ในฐานะของประเทศที่เป็นผู้นำทางการค้าอย่างที่เป็นมาในช่วงหลายปี

การที่เศรษฐกิจของจีนกำลังอยู่ในภาวะตกต่ำลง จะส่งผลต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนจีนที่จะน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีลูกค้าที่สั่งสินค้าไปขายต่อ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เป็นคนจีนจำนวนมาก

เมื่อประเทศจีนมีปัญหาทางเศรษฐกิจก็จะส่งผลถึงจำนวนนักท่องเที่ยว การสั่งสินค้าจำพวกแผงวงจรในโทรศัพท์ มือถือ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงเหล็ก น้ำมัน และทองแดง ฯลฯ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะลดลงอย่างมาก

จากที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่าปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศจีนต้องใช้เวลาในการแก้ไขและอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของไทยอีกมาก คนที่มีนิสัยผลาญเงินไปกับเว็บ Hero88 สโบ ดับบลิว88 ในเวลานี้คงต้องคิดให้ดีกันอีกเสียหน่อย ซึ่งนักธุรกิจทุกประเภทจะต้องทำการปรับตัว โดยการมองหาตลาดการค้าใหม่ ๆ ที่จะทำให้ลดจำนวนของสินค้าค้างสต๊อกในประเทศไทยที่ยังส่งออกไม่ได้

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินและการลงทุน ได้ให้ความคิดเห็นไว้ว่าในอนาคต 1-2 ปีที่จะมาถึงนี้ ประเทศอินเดียจะเป็นประเทศที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนอย่างมาก เพราะมีการวิเคราะห์ว่าจะมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสูงมากถึง 7.5 เปอร์เซ็นต์ (เมื่อเทียบกับประเทศจีนจะอยู่ที่ 5.5 – 6.5 เปอร์เซ็นต์)

ผู้ที่ทำธุรกิจโดยเฉพาะด้านการส่งออกสินค้าที่กล่าวมา จึงควรติดตามข่าวสารเพื่อวางแผนวิธีทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ที่กระตุ้นการขายได้ดีขึ้น ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนเข้าสู่ธุรกิจของตัวเองอย่างรวดเร็ว เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจในปี 2019 ต่อไป

เศรษฐกิจของจีนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

การรักษา ทรัพยากร ทำได้เลยไม่ต้องรอใคร

ทรัพยากรในมัยนี้เริ่มจางหายไปเลื่อยๆ เพราะคนเราสมัยนี้ไม่รู้จักรักษาหรือทดแทนขึ้นมาใหม่ได้ และจะเป็นปัญหาไปในอนาคตต่อไปเลื่อยๆ ทรัพยากรที่มีอยู่ตอนนี้ก็เหลือน้อยมากเต็มทีแล้ว และยังไม่มีใครรู้จักการที่จะรักษาทรัพยากรเหล่านั้นไว้ได้ ดังนั้นเราต้องมาช่วยกันรักษาทรัพยากรเหล่านี้ไว้ให้ยืนยาวต่อๆไป สู่รุ่นลูกรุ่นหลานของพวกเราเองได้ สามารถทำได้เองไม่ต้องรอใครให้มาบอกเราว่าจะต้องทำยังไง เพราะเราต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อนเลย

วิธีที่ 1 ต้นไม้ เป็นเรื่องที่หน้าตกใจ เพราะในตอนนี้ทรัพยากรจากต้นไม้นั้นเริ่มหายไปมากขึ้นทุกปีๆ มีแต่คนจะทำลายต้นไม้เพื่อเอาเชไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องดีเลย ไม่คิดถึงคนส่วนรวม หรือลูกหลานในอนาคตว่าจะเป็นแบบไหน ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้นก็เพราะ ต้นไม้ที่หายไปจากคนเราในสมัยนี้นั้นเอง ดังนั้น เราต้องมาช่วยกันรักษาทรัพยากรเหล่านี้ไว้ให้อยู่กับเรา อยู่กับลูกหลานในภายภาคหน้าไว้จะดีกว่า คิดจะเอาประโยชน์ของตัวเองก่อน เพราะผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อมันร้ายแรงกว่าที่คิด การรักษาทรัพยากรต้นไม้เหล่านี้ เริ่มได้จากตัวเราคือ การปลูกป่า ปลูกต้นไม้กันให้มากกว่าที่จะทำลาย สมัยนี้คนเรามักชอบทำลายเพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย แถมได้เงินอีกด้วย ในการตัดต้นไม้ไปขาย หารู้ไม่ว่าผลที่กำลังจะตามมามันร้ายแรงหลายร้อยเท่า คนไหนที่เป็นผู้ทำลาย ก็ขอให้มาช่วยกันปลูกต้นไม้คืนสู่ธรรมชาติกันดีกว่า ลูกหบานเราจะได้ไม่ลำบาก

วิธีที่ 2 ไม่ทิ้งเศษอาหาร หรือขยะลงแม่น้ำ ลำคลอง ถิ่นกำเนิดของเราเอง หรือจะเป็นที่อื่น ที่ต่างๆ ก็ไม่สมควรทำเพราะจะเป็นการทะลาย แหล่งน้ำ ลำคลอง ให้เน่าเสีย เราต้องเก็บความเป็นธรรมชาตืและความแม่น้ำ ที่ใสสะอาดไว้จะดีกว่าที่จะปล่อยให้น้ำน่าเสียไปด้วยมือของพวกเราเอง มาช่วยกันทำแม่น้ำ ละคลองให้ดีขึ้น หรือไม่ทำให้แย่ไปกว่าเดิม โดยการ ไม่นำเศษอาหารที่ต้องการจะทิ้งไปทิ้งในคลอง ขยะต่างๆ เช่น ถุงพลาสติกจะเป็นอะไรที่ย่อยสลายยากมาก ถุงพลาสติดกจะอยู่เป็นหลานสิปปีเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นอะไรที่ย่อยมากที่สุด ในบรรดาเศษขยะทั้งหลายแล้ว ทุกวันนี้เริ่มมีการรณรงค์ การรักษาทรัพยากรไว้ ตัวอย่างก็เช่น เซ่เว่น ทุกที่ในประเทศไทย รณรวค์การไม่ใช่ถุงพลากสติกกันหมดแล้ว เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติเอาไว้ ไม่ใช่ถุงพลาสติก ให้ใช่ถุงผ้าแทน มองดูแล้วเป็นเรื่องที่ดีเลย ถ้าหากพวกเราช่วยกันลดการใช่ถุงพลาสติก และเชื่อว่าในภายภาคหน้าอาจจะไม่ใช่ถุงพลาสติกกันเลยก็ได้ ซึ่งตอนนี้มียางประเทศที่ทำกันได้แล้ว และเชื่ออีกอย่างนึงว่า คนไทยเราก็สามารถทำได้เช่นกัน หากพวกช่วยกันคนละเล็กละน้อย ค่อยๆทำไป สักวันจะเป็นจริง เรามาใช้ถุงผ้ากันดีกว่า ไม่ขาดง่าย ใช้ได้นานอีกด้วย แค่นี้ก็เป็นการรักษาทรัพยากรของเราไว้ได้แล้วไม่ยากเกินความสามารถเราอย่างแน่นอน

ยังมีทรัพยากรอีกมากมายที่รอพวดเราช่วยกันที่จะรักษาเอาไว้ เพื่อความเป็นอยู่ที่สุขสบายของลูกหลานเรา พวกเราทำได้กันอยู่แล้ว รักษากันไว้ให้ เชื่อในอนาคตจะเป็นสิ่งที่ดีที่จะเกิดกับลูกหลานเรากันทั้งนั้น ทรัพยากรที่ดีต้องเริ่มจากตัวเรา ไม่ใช่ใครอื่นไกลเลย รีบทำกันเถอะคะ ก่อนที่มันจะสายไปมากกว่านี้ และเชื่อมั่นในความตั้งใจของพวกเราที่จะทำกัน มาช่วยกันคนละไม้คนละมือ แค่นี้เราก็จะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่กับเราและต่อไปสู่ลูกหลานของเราได้อีกในอนาคต

การรักษา ทรัพยากร ทำได้เลย