ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนต่อเศรษฐกิจโลก

ปัญหาสงครามการค้า

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาเกิดปัญหาขัดแย้งความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยเฉพาะสงครามการค้าที่เรียกว่า Trade War ซึ่งตรงกับ สมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาที่ชนะการเลือกตั้ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2016 ที่ผ่านมา

นักธุรกิจทั่วโลกและผู้ที่สนใจข่าวสารทางเศรษฐกิจการเมืองจะสังเกตเห็นได้ว่ามีการประกาศปรับเปลี่ยนมาตรการควบคุมด้านภาษีการค้า เพื่อจำกัดการนำเข้าและการบริโภคสินค้า ระหว่างทั้งสองต่างประเทศมาเป็นระยะ ได้แก่ การที่สหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศ จีน จากเดิมที่มีการเรียกเก็บภาษีในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว คือเป็น 25% และหลังจากนั้นประเทศจีนก็ได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นอัตราภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาแบบเดียวกัน คือ 25%

นอกจากนี้ ยังเกิดการต่อต้านนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกาอย่างกว้างขวางในประเทศจีน โดยสังเกตได้จากการขึ้นราคาสินค้าให้แพงมากขึ้น สำหรับนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา ซึ่งโดยภาพรวมก็ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะการท่องเที่ยวและสภาพคล่องของทั้งสองประเทศเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ เรื่องของบริการโทรคมนาคมหรือโทรศัพท์มือถือ Huawei ซึ่งเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศจีน ก็ถูกแบนจากสหรัฐอเมริกาและมีการสร้างกระแสให้ต่อต้านอีกหลายช่องทาง จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วโลก

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ได้ให้ความเห็นว่า การที่ประชาชนชาวสหรัฐอเมริกาเลือกประธานาธิบดีทรัมป์จนชนะการเลือกตั้ง ในปี 2016 ก็เพราะว่าต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ที่หาเสียงไว้ คือ วลีที่ว่า America First หรือสหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน เนื่องจากช่วงขณะนั้นเป็นจุดวิกฤตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลง ร่วมกับมีการขาดดุลทางการค้ากับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ขณะเดียวกัน คนสัญชาติอเมริกาก็กำลังว่างงานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีผู้อพยพมาทำงานแบบผิดกฎหมายจากประเทศใกล้เคียง เช่น เม็กซิโก ซึ่งคนกลุ่มนี้มีความเกี่ยวพันกับปัญหาอาชญากรรมด้วยข่าวสารทางเศรษฐกิจการเมือง

จากที่ทั้งสองประเทศต่างเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค การเกิดสงครามการค้าจึงกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยภาพรวม ซึ่งประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบด้วย กล่าวคือ นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาประเทศไทยก็มีจำนวนที่น้อยลงอย่างมาก เพราะประชาชนคนจีนกลุ่มที่เคยมีรายได้สูงก็มีรายได้ลดลงและอยู่ในภาวะรัดเข็มขัด ส่วนนักลงทุนไทยที่จะไปทำการสร้างธุรกิจใหม่หรือขยายสาขาไปประเทศจีนก็ต้องชะลอ เพราะไม่สอดคล้องกับนโยบายของประเทศจีนในช่วงขณะนี้ เป็นต้น

การที่ประเทศจีนและสหรัฐอเมริกายังคงอยู่ในภาวะสงครามทางการค้าระหว่างกันอย่างไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงได้ในเวลาอันสั้น ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้นักธุรกิจและนักลงทุนมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น และต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ปรับตัวได้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกให้มากที่สุด

เศรษฐกิจของจีนส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศจีนเป็นที่สนใจจากคนทั่วโลก เพราะมีการเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 2018 ที่ผ่านมาทางการของประเทศจีนได้ประกาศว่าประเทศจีนกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี

ที่เป็นอย่างนี้ เพราะเกิดจาก 2 เรื่องที่สำคัญ คือ

1. นโยบายทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาประเทศจีนเน้นด้านของปริมาณการผลิตสินค้าให้มีจำนวนมาก แต่ไม่ได้เน้นเรื่องของคุณภาพจึงทำให้มีของล้นตลาดและไม่สามารถที่จะแข่งขันได้กับคู่แข่งธุรกิจที่มีสินค้ามีคุณภาพสูงมากกว่าได้

2. ความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา โดยทั้งสองประเทศมีการออกนโยบายเพื่อกีดกันการนำเข้าสินค้าระหว่างกัน ทำให้เกิดการคิดค่าภาษีสินค้ามากขึ้นและทำให้เศรษฐกิจของจีนอยู่ในช่วงขาลง

สำหรับประเทศไทยเองนั้น ต้องติดตามข่าวสารเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาให้มากขึ้น โดยเฉพาะการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพยายามกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีอำนาจในการผลิตสินค้าแข่งขันกับรัฐบาลจีนมากขึ้น ทำให้ในอนาคตประเทศจีน อาจจะไม่ได้อยู่ในฐานะของประเทศที่เป็นผู้นำทางการค้าอย่างที่เป็นมาในช่วงหลายปี

การที่เศรษฐกิจของจีนกำลังอยู่ในภาวะตกต่ำลง จะส่งผลต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนจีนที่จะน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีลูกค้าที่สั่งสินค้าไปขายต่อ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เป็นคนจีนจำนวนมาก

เมื่อประเทศจีนมีปัญหาทางเศรษฐกิจก็จะส่งผลถึงจำนวนนักท่องเที่ยว การสั่งสินค้าจำพวกแผงวงจรในโทรศัพท์ มือถือ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงเหล็ก น้ำมัน และทองแดง ฯลฯ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะลดลงอย่างมาก

จากที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่าปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศจีนต้องใช้เวลาในการแก้ไขและอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของไทยอีกมาก คนที่มีนิสัยผลาญเงินไปกับเว็บ Hero88 สโบ ดับบลิว88 ในเวลานี้คงต้องคิดให้ดีกันอีกเสียหน่อย ซึ่งนักธุรกิจทุกประเภทจะต้องทำการปรับตัว โดยการมองหาตลาดการค้าใหม่ ๆ ที่จะทำให้ลดจำนวนของสินค้าค้างสต๊อกในประเทศไทยที่ยังส่งออกไม่ได้

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินและการลงทุน ได้ให้ความคิดเห็นไว้ว่าในอนาคต 1-2 ปีที่จะมาถึงนี้ ประเทศอินเดียจะเป็นประเทศที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนอย่างมาก เพราะมีการวิเคราะห์ว่าจะมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสูงมากถึง 7.5 เปอร์เซ็นต์ (เมื่อเทียบกับประเทศจีนจะอยู่ที่ 5.5 – 6.5 เปอร์เซ็นต์)

ผู้ที่ทำธุรกิจโดยเฉพาะด้านการส่งออกสินค้าที่กล่าวมา จึงควรติดตามข่าวสารเพื่อวางแผนวิธีทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ที่กระตุ้นการขายได้ดีขึ้น ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนเข้าสู่ธุรกิจของตัวเองอย่างรวดเร็ว เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจในปี 2019 ต่อไป

เศรษฐกิจของจีนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

การรักษา ทรัพยากร ทำได้เลยไม่ต้องรอใคร

ทรัพยากรในมัยนี้เริ่มจางหายไปเลื่อยๆ เพราะคนเราสมัยนี้ไม่รู้จักรักษาหรือทดแทนขึ้นมาใหม่ได้ และจะเป็นปัญหาไปในอนาคตต่อไปเลื่อยๆ ทรัพยากรที่มีอยู่ตอนนี้ก็เหลือน้อยมากเต็มทีแล้ว และยังไม่มีใครรู้จักการที่จะรักษาทรัพยากรเหล่านั้นไว้ได้ ดังนั้นเราต้องมาช่วยกันรักษาทรัพยากรเหล่านี้ไว้ให้ยืนยาวต่อๆไป สู่รุ่นลูกรุ่นหลานของพวกเราเองได้ สามารถทำได้เองไม่ต้องรอใครให้มาบอกเราว่าจะต้องทำยังไง เพราะเราต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อนเลย

วิธีที่ 1 ต้นไม้ เป็นเรื่องที่หน้าตกใจ เพราะในตอนนี้ทรัพยากรจากต้นไม้นั้นเริ่มหายไปมากขึ้นทุกปีๆ มีแต่คนจะทำลายต้นไม้เพื่อเอาเชไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องดีเลย ไม่คิดถึงคนส่วนรวม หรือลูกหลานในอนาคตว่าจะเป็นแบบไหน ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้นก็เพราะ ต้นไม้ที่หายไปจากคนเราในสมัยนี้นั้นเอง ดังนั้น เราต้องมาช่วยกันรักษาทรัพยากรเหล่านี้ไว้ให้อยู่กับเรา อยู่กับลูกหลานในภายภาคหน้าไว้จะดีกว่า คิดจะเอาประโยชน์ของตัวเองก่อน เพราะผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อมันร้ายแรงกว่าที่คิด การรักษาทรัพยากรต้นไม้เหล่านี้ เริ่มได้จากตัวเราคือ การปลูกป่า ปลูกต้นไม้กันให้มากกว่าที่จะทำลาย สมัยนี้คนเรามักชอบทำลายเพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย แถมได้เงินอีกด้วย ในการตัดต้นไม้ไปขาย หารู้ไม่ว่าผลที่กำลังจะตามมามันร้ายแรงหลายร้อยเท่า คนไหนที่เป็นผู้ทำลาย ก็ขอให้มาช่วยกันปลูกต้นไม้คืนสู่ธรรมชาติกันดีกว่า ลูกหบานเราจะได้ไม่ลำบาก

วิธีที่ 2 ไม่ทิ้งเศษอาหาร หรือขยะลงแม่น้ำ ลำคลอง ถิ่นกำเนิดของเราเอง หรือจะเป็นที่อื่น ที่ต่างๆ ก็ไม่สมควรทำเพราะจะเป็นการทะลาย แหล่งน้ำ ลำคลอง ให้เน่าเสีย เราต้องเก็บความเป็นธรรมชาตืและความแม่น้ำ ที่ใสสะอาดไว้จะดีกว่าที่จะปล่อยให้น้ำน่าเสียไปด้วยมือของพวกเราเอง มาช่วยกันทำแม่น้ำ ละคลองให้ดีขึ้น หรือไม่ทำให้แย่ไปกว่าเดิม โดยการ ไม่นำเศษอาหารที่ต้องการจะทิ้งไปทิ้งในคลอง ขยะต่างๆ เช่น ถุงพลาสติกจะเป็นอะไรที่ย่อยสลายยากมาก ถุงพลาสติดกจะอยู่เป็นหลานสิปปีเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นอะไรที่ย่อยมากที่สุด ในบรรดาเศษขยะทั้งหลายแล้ว ทุกวันนี้เริ่มมีการรณรงค์ การรักษาทรัพยากรไว้ ตัวอย่างก็เช่น เซ่เว่น ทุกที่ในประเทศไทย รณรวค์การไม่ใช่ถุงพลากสติกกันหมดแล้ว เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติเอาไว้ ไม่ใช่ถุงพลาสติก ให้ใช่ถุงผ้าแทน มองดูแล้วเป็นเรื่องที่ดีเลย ถ้าหากพวกเราช่วยกันลดการใช่ถุงพลาสติก และเชื่อว่าในภายภาคหน้าอาจจะไม่ใช่ถุงพลาสติกกันเลยก็ได้ ซึ่งตอนนี้มียางประเทศที่ทำกันได้แล้ว และเชื่ออีกอย่างนึงว่า คนไทยเราก็สามารถทำได้เช่นกัน หากพวกช่วยกันคนละเล็กละน้อย ค่อยๆทำไป สักวันจะเป็นจริง เรามาใช้ถุงผ้ากันดีกว่า ไม่ขาดง่าย ใช้ได้นานอีกด้วย แค่นี้ก็เป็นการรักษาทรัพยากรของเราไว้ได้แล้วไม่ยากเกินความสามารถเราอย่างแน่นอน

ยังมีทรัพยากรอีกมากมายที่รอพวดเราช่วยกันที่จะรักษาเอาไว้ เพื่อความเป็นอยู่ที่สุขสบายของลูกหลานเรา พวกเราทำได้กันอยู่แล้ว รักษากันไว้ให้ เชื่อในอนาคตจะเป็นสิ่งที่ดีที่จะเกิดกับลูกหลานเรากันทั้งนั้น ทรัพยากรที่ดีต้องเริ่มจากตัวเรา ไม่ใช่ใครอื่นไกลเลย รีบทำกันเถอะคะ ก่อนที่มันจะสายไปมากกว่านี้ และเชื่อมั่นในความตั้งใจของพวกเราที่จะทำกัน มาช่วยกันคนละไม้คนละมือ แค่นี้เราก็จะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่กับเราและต่อไปสู่ลูกหลานของเราได้อีกในอนาคต

การรักษา ทรัพยากร ทำได้เลย

8 ประเด็นเศรษฐกิจโลกที่ต้องเตรียมรับมือ

สำหรับนักธุรกิจยุคใหม่ รวมถึงผู้ที่อยู่ระหว่างการเรียนระดับอุดมศึกษา การให้ความสำคัญติดตามการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลกทั้งปัจจุบันและอนาคตเป็นสิ่งจำเป็นมาก และนี่คือเทรนด์ของเศรษฐกิจโลกในอีก 20 ปีข้างหน้าที่เราควรจับตามอง

8 ประเด็นเศรษฐกิจโลกที่ต้องเตรียม

1. กลุ่มประเทศที่ทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกในยุคหน้าคือกลุ่มตลาดเกิดใหม่ หรือที่เรียกว่า E7 ได้แก่ ประเทศในโซนเอเซียอย่าง จีน , อินเดีย , อินโดนีเซีย และประเทศในทวีปอื่น อย่าง บราซิล , รัสเซีย , เม็กซิโกและตุรกี

2. ทิศทางการตลาดโลกจะมีน้ำหนักสูงในประเทศที่มีประชากรวัยแรงงานจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ คือ จีนและอินเดีย ซึ่งจะเกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรรมเครื่องอุปโภคบริโภคและงานที่ต้องใช้ทักษะด้านการบริการและมนุษยสัมพันธ์มากขึ้น

3. หลายประเทศของโลกที่เป็นมหาอำนาจหรือเฟื่องฟูในวันนี้ จะกลายเป็นประเทศที่มีภาระหนักทางเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากมีจำนวนประชากรที่กลายเป็นผู้สูงอายุวัยเกษียณมากขึ้นราวครึ่งหนึ่งของประชากร

4. ในประเทศกลุ่ม E7 ที่จะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงในอนาคต เป็นที่จับจ้องจากนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งคนไทยที่อยากขยายสาขาธุรกิจและบุกเบิกกิจการเอกชนใหม่ ๆ เกี่ยวกับการศึกษาและพลังงานสะอาด อย่างไรก็ตามการลงทุนมีความเสี่ยงควรศึกษาให้ดีก่อนเสมอ

5. อินโดนีเซียเป็นชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและมีความแข็งแกร่งด้านกฎหมายและการธนาคารสูง จึงเป็นที่น่าสนใจร่วมเป็นพันธมิตรการค้าของภาคเอกชนในอนาคต

6. เศรษฐกิจโลกจะอิงกับระบบไอที และความรู้ทางด้านพันธุวิศวกรรมอย่างชัดเจนมากขึ้น ทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัยทั่วโลก เกิดการพัฒนาหุ่นยนต์ต้นแบบในยุคปัจจุบันสู่การใช้งานจริงตามสถานพยาบาลและบ้านเรือน ซึ่งน่าจับตามองอย่างมากว่าอินเดีย (ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าอะไหล่ไอที outsource ในปัจจุบัน) กับญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นเจ้าไอเดียนวัตกรรมคอมพิวเตอร์) จะผลิตเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันใด ๆ ออกมาอำนวยความสะดวกอีก

7. เศรษฐกิจโลกจะแปรตามมติของพันธมิตรการค้าภายในเขตการค้าตามภูมิภาค หรือกลุ่มสมาพันธ์อุตสาหกรรมเดียวกันมากขึ้น จึงต้องหมั่นติดตามภาวะสงครามการค้า ข่าวการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และข่าวการประท้วงที่จะกระทบต่อการตัดสินใจทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจมากขึ้น

8. มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่แตกเป็นระยะ ๆ ตามกลไกตลาดและการลงทุนของโลก ซึ่งจะมีผลต่อธุรกิจระดับปัจเจกและผู้ที่ลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นต้องศึกษาและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุด เพื่อเตรียมรับมือกับโจทย์ที่ท้าทายในอนาคตอันใกล้นี้

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 8 ข้อเป็นแนวโน้มที่มีความเป็นไปได้สูงและหลายข้อก็เริ่มมีการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว หวังว่านักธุรกิจและนักศึกษาที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดงานต่อไปจะเตรียมตัวรับมือต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันได้ด้วยดี

ประเด็นเศรษฐกิจโลกที่ต้องเตรียมรับมือ

กูรูดูแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าไว้อย่างไรบ้าง

การวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกมีผลต่อการวางแผนการลงทุนของนักธุรกิจและผู้ลงทุนในอุตสาหกรรมทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น กองทุน บริษัท การค้าปลีก หรือการค้าออนไลน์ ในวันนี้เราจึงได้สรุปคิดเห็นของเหล่ากูรูที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าเพื่อการเตรียมตัวลงทุนที่ถูกทิศทาง ดังนี้

กูรูดูแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าไว้อย่างไร

ประเทศที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า

มีผลสำรวจจาก Bloomberg วิเคราะห์ว่าประเทศที่ทรงอำนาจในปัจจุบันอย่างจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จะยังเกาะกลุ่มเป็นผู้นำกระแสในด้านการค้า โดยนโยบายทางการฑูต การเมือง และการคลัง มีผลต่อท่าทีในการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก

นอกจากนี้ ประเทศอินเดียยังมีแนวโน้มที่จะมาแรงในทศวรรษหน้าด้วย เนื่องจากเป็นชาติที่มีกลุ่มประชากรวัยแรงงานในสัดส่วนสูงจนอาจทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิต โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไปในอินเดียมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกตามเทรนด์ของ AI

มีการวิเคราะห์ว่าในประเทศที่มีความโดดเด่นในงาน AI อย่างญี่ปุ่นและสหรัฐจะเป็นผู้นำเทรนด์ในการสร้างเครื่องมืออำนวยความสะดวก และทำให้เกิดความรวดเร็วในการวิเคราะห์ผลข้อมูลต่าง ๆ ในสังคมยุค BIG data นำสู่การวางนโยบายแห่งชาติและการจัดการผังเมืองที่มีศักยภาพ

ดังเช่น ในส่วนของการทำ smart city ที่หลายชาติกำลังพัฒนา มีการเชื่อมโยงทั้งข้อมูลที่มีการรักษาความลับขั้นสูง การป้องกันการทุจริตในการปกครองของหน่วยงานภาครัฐ และการจัดสรรสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดอย่างคุ้มค่าที่สุด

ดังนั้นธุรกิจใดที่มีการนำ AI เข้าไปในกระบวนการวิเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคมจะได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคทั่วโลก และเป็นการส่งกระแสพลังบวกให้เศรษฐกิจโลกมีการเติบโตในทิศทางเพื่อการรักษ์โลกยิ่งขึ้น

สังคมวัยเกษียณกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างไร

การที่มีบุคลากรในสัดส่วนสูงในประเทศ ทำให้เกิดภาวะชะลอตัวทั้งด้านเศรษฐกิจและการลงทุน เกิดภาระในการเลี้ยงดูของกลุ่มคนวัยแรงงานอย่างมาก ดังที่มีการประมาณการณ์ว่าจะมีคนอายุเกิน 60 ปีในสัดส่วน 1 ต่อ 5 ของประชากรโลก ย่อมสัมพันธ์กับภาวะความเจ็บป่วย และการต้องใช้งบประมาณของแต่ละชาติในการดูแล ฟื้นฟูสุขภาพคนวัยเกษียณด้วย

ดังนั้น งบประมาณหรือเม็ดเงินที่รัฐบาล ผู้นำของชาติมหาอำนาจในโลกจะทุ่มเทไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจย่อมมีจำกัด ประเทศที่จะประสบปัญหานี้อย่างสหรัฐและญี่ปุ่น จึงมีปัจจัยนี้ถ่วงดุลด้านการเติบโตของเทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กูรูดูแนวโน้มเศรษฐกิจโลกใน

จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าจะมีแนวโน้มเช่นไร ย่อมเกิดจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง การเติบโตของเทคโนโลยี ภาวะสุขภาพของประชากรวัยเกษียณที่เราทุกคนจะต้องให้ความสนใจติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อการวางแผนการลงทุนที่ถูกทิศทางต่อไป

มองแนวโน้มเศรษฐกิจโลก อีก 30 ปีข้างหน้าจากปี 2019

การวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในอีก 30 ปีข้างหน้าให้มีความแม่นยำและชัดเจน จำเป็นต้องอิงจากพื้นฐานความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุค 4.0 อย่างปัจจุบัน การเคลื่อนไหวทางการเงินและการเมืองระหว่างประเทศ ภาวะทางสุขภาพของประชากร ซึ่งจะมีทิศทางเป็นเช่นไร ในวันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

แนวโน้มเศรษฐกิจโลก อีก 30 ปีข้างหน้าจากปี 2019

การเปลี่ยนกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการค้า

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษและญี่ปุ่น เป็นชาติอันดับต้น ๆ ที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยภายในประเทศ ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมืองหรือการยกระดับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวมเสมอ

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าในอีก 30 ปีจากนี้ประเทศผู้ทรงอิทธิพลจะถูกเปลี่ยนถ่ายไปเป็นประเทศใหม่ ๆ อย่างประเทศอินเดีย จีน อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นชาติในภูมิภาคเอเชียเพื่อนบ้านใกล้ไทย รวมทั้งประเทศในทวีปห่างไกล อย่างเม็กซิโก ตุรกี บราซิล รัสเซีย หรือรวมเรียกประเทศทั้ง 7 นี้ ว่าเป็นกลุ่ม E7 (กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่) ซึ่งจะอาศัยกำลังแรงงานภายในประเทศที่มีมหาศาลในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมของโลกในอนาคต

การเข้าสู่สังคมของผู้สูงวัย หรือ Aged society

เป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากพลเมืองของชาติหากอยู่ในวัยเกษียณจะมีศักยภาพในการผลิตและสร้างงานได้น้อยกว่าวัยแรงงานหรือวัยเจริญพันธุ์ ทั้งยังมีผลต่อเทรนด์ความต้องการสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคเพื่อกลุ่มผู้สูงอายุรวมถึงการเกิดเทคโนโลยีและอาชีพที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ความปลอดภัยหรือคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนวัยเกษียณด้วย เช่น เทคโนโลยีการสั่งงานด้วยเสียงการสร้างที่พักหรือคอนโดมีเนียมสำหรับเป็นชุมชนผู้สูงวัย อาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของคนวัยเกษียณ เป็นต้น ดังนั้นทิศทางของตลาดแรงงานและสาขาอาชีพในอีก 30 ปีข้างหน้าย่อมเปลี่ยนแปลงไปจากนี้อีกมากอย่างแน่นอน

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

เป็นที่ทราบกันว่าเทคโนโลยีในยุค 5G กำลังจะมาถึงในไม่ช้า และประเทศที่มีบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบ ฯลฯ จะกลายเป็นประเทศชั้นนำที่สามารถสร้างกระแสความสนใจของผู้คน ตลอดจนเกิดเทรนด์ใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี เช่น การขับเคลื่อนรถยนต์ด้วยคำสั่งเสียง การควบคุมเครื่องใช้ต่าง ๆ ด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ

รวมถึงการใช้โปรแกรมเพื่อการวิเคราะห์ตลาดหุ้น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการตีโจทย์การแก้ปัญหาสังคมด้วย software ที่มีความสามารถในการประมวลข้อมูลชั้นสูงในยุคแห่งสังคม Bigdata ด้วย

มองแนวโน้มเศรษฐกิจโลก-อีก-30-ปีข้างหน้า

จะเห็นได้ว่าแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกในอีก 30 ปีข้างหน้า เป็นความท้าทายของคนยุคปัจจุบันที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจและสังคมนี้ไป จะเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่มากกว่าที่เคยอย่างแน่นอน

ไขข้อสงสัย เศรษฐกิจโลกเกี่ยวข้องกับราคาทองคำอย่างไร?

ไขข้อสงสัย เศรษฐกิจโลกเกี่ยวข้องกับราคาทองคำอย่างไร

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ที่สนใจทำให้สินทรัพย์งอกเงยจากการลงทุนในทองคำ ควร ต้องศึกษาให้เข้าใจเสียก่อนว่าราคาทองคำขึ้นกับเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง เพื่อให้สามารถจับจังหวะการซื้อขายได้ถูกต้อง ทำให้ได้ผลกำไรจากการลงทุนทองคำที่งดงามทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

ความสัมพันธ์ของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐกับทองคำ

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ราคาขึ้นลง ตรงกันข้ามกับค่าเงินสหรัฐ เมื่อค่าเงินดอลล่าร์ปรับตัวอ่อนค่าลงราคาทองคำจะดีดตัวเด้งขึ้น คนที่ซื้อตุนเก็บไว้เยอะ ๆ ก็เตรียมเฮได้เลย

เศรษฐกิจโลกเกี่ยวข้องกับราคาทองคำอย่างไร

กำลังการซื้อของประชากรกับราคาทองคำ

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังกระเตื้องหรือเป็นระยะหลังการฟื้นฟูด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การฑูต จะส่งผลให้ประชากรส่วนใหญ่มีกำลังซื้อทองคำเก็บเป็นสินทรัพย์มากกว่าช่วงข้าวยากหมากแพง จึงทำให้ตลาดซื้อขายทองคำมีความคึกคักและมีราคาเฉลี่ยสูงขึ้น

ความไว้วางใจในภาวะเศรษฐกิจโลกกับราคาทองคำ

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกมีอัตราเติบโตสูง โดยเฉพาะในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกเชิงบวกของประชากรโลก คนส่วนใหญ่จะวางใจในความมั่นคงของภาวะตลาด และมักลดการถือสินทรัพย์ในรูปแบบทองคำลง โดยนักลงทุนจะไปทุ่มเทกับการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด และนั่นย่อมส่งผลต่อราคาทองคำโดยภาพรวม

เศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับราคาทองคำอย่างไร

อัตราเงินเฟ้อกับราคาทองคำ

ราคาทองคำจะขึ้นและลงในแนวทางเดียวกันกับอัตราเงินเฟ้อ เช่น ในช่วงเวลาที่อัตราเงินเฟ้อค่อนข้างต่ำ ราคาซื้อขายทองคำก็จะลดลง เป็นต้น

อัตราดอกเบี้ยของสถาบันทางการเงินกับราคาทองคำ

หลังการประกาศนโยบายทางการเงินการคลังของรัฐบาลและอัตราดอกเบี้ยของสถาบันทางการเงินของประเทศ ให้สังเกตดูว่ามักมีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปอยู่ในแหล่งที่มีอัตราค่าตอบแทนสูงกว่า เช่น หากประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล คนก็มักจะนำทองคำที่มีอยู่ออกมาขายเพื่อนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรแทน ซึ่งในสภาวะเช่นนี้ย่อมทำให้ราคาทองคำลดลง

เศรษฐกิจโลกเกี่ยวข้องกับราคาทองคำ

ภาวะสงครามที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและราคาทองคำ

เมื่อเกิดสงคราม ไม่ว่าชาติใด ๆ เก็บล้วนได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ทั้งจากการเกิดเหตุก่อการร้าย วินาศกรรม หรือวิกฤตการณ์สงครามในประเทศกลุ่มมหาอำนาจใด ๆ เนื่องจากย่อมส่งผลอย่างหนักต่อสภาพคล่องในวัฏจักรเศรษฐกิจโลก และทำให้หลายชาติต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวหลังสงคราม ในภาวะเช่นนี้ผู้คนมักนิยมแห่ซื้อทองคำเก็บไว้ เพราะมีความมั่นคงมากกว่าค่าเงินที่อาจผันผวนได้อย่างมาก และแน่นอนว่าราคาทองคำก็จะแพงขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจโลกและราคาทองคำมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก และนักลงทุน ด้านทองคำก็จำเป็นต้องหมั่นติดตามความเคลื่อนไหวของสภาพสังคมและเศรษฐกิจโลกตลอดเวลา เพื่อให้ซื้อขายได้ราคาที่เหมาะสมต่อสภาพเหตุการณ์ขณะนั้น ๆ

6 สิ่ง ที่กระทบเศรษฐกิจโลกในปี 2030

6 สิ่ง ที่กระทบเศรษฐกิจโลกในปี 2030

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา สำหรับคนที่ทำธุรกิจแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นช่วงปีที่มีการแข่งขันทางธุรกิจสูงและมีความผันผวนของสิ่งแวดล้อมด้านต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากมาย เราจึงได้สรุปปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า (ประมาณ ค.ศ. 2030) มาให้ได้เตรียมรับมือกัน

การติดตามนโยบายทางการฑูต

ต้องติดตามนโยบายทางการฑูตและการค้าของประเทศผู้นำเก่าอย่างสหรัฐอเมริกา และประเทศผู้นำกลุ่มใหม่ เช่น จีน อินเดีย ตุรกี และมิตรประเทศ ไม่ว่า เกาหลี ญี่ปุ่น รวมถึง นโยบายของไทย ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อค่าเงินและการขยายตัวของตลาดการค้าของเศรษฐกิจโลก

ให้น้ำหนักคะแนนคูณทวีในสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดีย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีพลังแฝงทางเศรษฐกิจจากมวลรวม (mass) ของจำนวนประชากรวัยแรงงาน ช่วง 20 – 40 ปี ในสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่สูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจเก่า รวมถึงประเทศไทย

ประเทศที่มีพื้นที่ทางธรรมชาติ ที่ดินหรือเขตเศรษฐกิจเปิดกว้าง เป็นแรงจูงใจที่สำคัญต่อการสร้างสรรค์กิจกรรมของมหาชนได้อีกมากมาย ไม่ว่าจีน บราซิลและรัสเซีย ทำให้เริ่มเห็นแล้วว่า เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ที่นักธุรกิจได้ขยายการลงทุนไปยังประเทศเหล่านี้มากขึ้น

ด้วยความรวดเร็วฉับไวในการสื่อสารและการใช้ AI บอท หรือหุ่นยนต์ แทนที่คนมากขึ้น ทำให้เกิดการขยับตัวของเศรษฐกิจโลกในลักษณะการโตแบบก้าวกระโดด สิ่งที่เคยใช้เวลาในการลงทุนและต้องรอเห็นดอกผลนานสิบปี ในอนาคตต้องหารด้วย 3 หรือ 5 ซึ่งแน่นอนว่าธุรกิจภาคเอกน ต้องปรับตัวให้ทันเพื่อการก้าวทันความเปลี่ยนแปลงนี้

เนื่องจากประชากรยุคเบบี้บูม (baby boom) ในปัจจุบันก็อยู่ในช่วงอายุวัยเกษียณ ซึ่ง x-gen y-gen ก็กำลังเพิ่มสัดส่วนผู้สูงวัยมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยภาพรวมแล้ว ประชากรโลกจะเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะประเทศไทยและมหาอำนาจเก่าอย่างอเมริกาและญี่ปุ่น

ดังนั้น ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการเสริมสร้างสมรรถภาพทางสมอง (Boost Brain) และระบบภูมิคุ้มกัน (Immunology) เช่น อาหาร วิตามิน ศาสตร์การกีฬา เป็นสิ่งที่คนทั่วโลกจะให้ความสำคัญ

กลุ่มประเทศตลาดใหม่ หรือ E7 ที่มีประเทศในเขตเอเชียอย่าง จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย และทวีปอื่น ๆ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย เม็กซิโกและตุรกี จะครอบครองครึ่งหนึ่งของสเกลของเศรษฐกิจโลก ซึ่งไม่ว่าจะเกิดการขยับตัวไปในทิศทางใดก็จะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน

จะเห็นได้ว่าทั้ง 6 ข้อที่กล่าวมา เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ทำงานเกี่ยวข้องในวงการธุรกิจทุกภาคส่วนล้วนมองข้ามไม่ได้ ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะไซส์เล็ก หรือเป็นงานแนวฟรีแลนซ์ หรือเป็นธุรกิจมหาชนมีมูลค่าการลงทุนหลายร้อย-พันล้าน ก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางของเศรษฐกิจโลก เช่นกัน

การติดตามนโยบายทางการฑูต

เศรษฐกิจโลกในกำมือ 3 เสือเศรษฐกิจเอเชีย

เศรษฐกิจโลกในกำมือ 3 เสือเศรษฐกิจเอเชีย

รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจบ่งชี้ว่า จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ทั้ง 3 ประเทศรวมกันจะยึดครองเศรษฐกิจโลกถึงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2583 หรืออีก 22 ปีข้างหน้า โดยปกติเราเข้าใจอยู่แล้วว่าจีนและอินเดียมีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก เมื่อรวมอินโดนีเซียเข้าไปด้วย เท่ากับว่าตัวแทนจาก 3 ประเทศในเอเชียยึดเศรษฐกิจโลกครึ่งหนึ่งอยู่ในกำมือภายใน 2 ทศวรรษ

สถานการณ์เศรษฐกิจในระยะยาว

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD รายงานคาดการณ์ทิศทางจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของจีนมีแนวโน้มเติบโตแซงหน้าสหรัฐในปี พ.ศ.2583 เมื่อถึงเวลานั้นเศรษฐกิจของประเทศจีนจะขยายตัวถึง 77% ในต่างประเทศ ขึ้นนำหน้าสหรัฐฯ โดยคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.7% ตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึง พ.ศ.2583 ในช่วงเวลาเดียวกันคาดว่าเศรษฐกิจของอินเดียจะเติบโตในอัตราเฉลี่ยปีละประมาณ 7.1% ประเทศจีนปัจจุบันเป็นประเทศที่เติบโตจากการขยายตัวในภาคการผลิตซึ่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและการใช้พลังงานลดลง ด้านเศรษฐกิจอินเดียจะมีความสมดุลระหว่างการผลิตและบริการ คาดว่าจะเป็นประเทศที่เติบโตเร็วที่สุด

ช่วงทศวรรษ 2520-2540 เห็นได้ชัดว่า GDP ของจีนเติบโตเป็นสองเท่า ขณะเดียวกันความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา การเติบโตทางเศรษฐกิจได้ชะลอตัวลงเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียวและความต้องการพลังงานลดลง เศรษฐกิจจีนที่มีขนาดใหญ่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก และการปรับลดการใช้พลังงานของจีนส่งผลกระทบต่อแนวโน้มตลาดพลังงานทั่วโลก

ในทศวรรษที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมของประเทศจีนมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การผลิตสินค้าที่มีความเชี่ยวชาญสูงและบริการทั่วไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นผลจากแผนห้าปีของจีน (FYP) ซึ่งเริ่มในเดือนมีนาคมเมื่อ 2 ปีก่อน ประเด็นสำคัญคือการกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมและอัดฉีดงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาให้เป็นส่วนแบ่งของ GDP นอกจากนี้ยังส่งเสริมรายได้จากอุปกรณ์ไฮเอนด์และชีวการแพทย์ คาดว่าจะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของภาคบริการเป็นร้อยละ 56 ภายในปี พ.ศ.2563 แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอุตสาหกรรมเหล่านี้ คาดการณ์ว่าจีนจะยังคงรักษาตำแหน่งผู้ผลิตสินค้าที่ใช้พลังงานสูงที่สุดในโลกในระยะยาว

ในปี พ.ศ. 2580 เศรษฐกิจของอินเดียและจีนคาดว่าจะเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเคลื่อนไปทางเอเชียมากขึ้น พอถึงปี พ.ศ. 2603 หรืออีก 42 ปีข้างหน้า คาดว่าจีนและอินเดียจะถือครองส่วนแบ่งตลาดในระบบเศรษฐกิจโลกมากกว่าประเทศในกลุ่ม OECD ทั้งหมดรวมกัน ซึ่งถ้าผนึกอินโดนีเซียเข้าไปด้วย ประมาณครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลกจะถูกยึดครองโดยตัวแทนจาก 3 เสือเศรษฐกิจในเอเชียนั่นเอง ด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจของอินเดียน่าจะมีผลกระทบอย่างมากต่อตลาดพลังงานในต่างประเทศในอนาคต ซึ่งรวมถึงการส่งออกพลังงานของสหรัฐฯ ด้วย เนื่องจากประชากรอินเดียมีจำนวนมากและอินเดียมีศักยภาพในการเติบโตสูงมาก คาดว่าอินเดียจะเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกในอีก 30 ปีข้างหน้า แต่การเจริญเติบโตที่เกิดขึ้นจะยังคงไม่แน่นอน ส่วนการใช้พลังงานของอินเดียคาดว่าจะมากที่สุด

สถานการณ์เศรษฐกิจในระยะยาว

เศรษฐกิจโลก ในมุมมองของเจ้าพ่อไมโครซอฟท์

เศรษฐกิจโลก ในมุมมองของเจ้าพ่อไมโครซอฟท์

เมื่อเร็วๆ นี้มหาเศรษฐีระดับโลก บิล เกตส์ (Bill Gates) ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกว่า “การประเมินเศรษฐกิจของภาครัฐยังขาดตกบกพร่อง และมองข้ามเรื่องสำคัญอย่างต้นทุนสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน รัฐบาลต่าง ๆ ควรใส่ใจเพื่อให้ประเมินเศรษฐกิจโลกถูกต้องมากกว่านี้” เมื่อ 40 ปีที่แล้ว บิล เกตส์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ กิจการของบริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดดส่งผลให้เกตส์ครองแชมป์คนร่ำรวยที่สุดในโลกยาวนานสองทศวรรษ จนกระทั่ง เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) ผู้ก่อนตั้งเว็บ Amazon เข้ามาโค่นแชมป์เมื่อปี พ.ศ.2560 ปัจจุบันเกตส์ใช้ชีวิตวัยเกษียณมาก 4 ปีแล้ว อ่านหนังสือและทำบุญเป็นประจำ เกตส์มีความเข้าใจและแนะนำว่านักเศรษฐศาสตร์ควรเขียนทฤษฎีเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกขึ้นมาใหม่

ในบล็อกของเขาได้โพสต์กราฟที่แสดงความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างอุปสงค์และอุปทานจากที่เขาเคยเรียนครั้งแรกจากหลักสูตรเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นในวิทยาลัย เขาสังเกตเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับแบบจำลองทางเศรษฐกิจ นั่นคือหลักสูตรการเรียนไม่ได้อธิบายการทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร ทำให้ขาดความเข้าใจอย่างแท้จริง

กราฟดั้งเดิมอธิบายกลไกของตลาดว่าต้นทุนการผลิตโดยรวมจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณสินค้าที่ผลิตขาย ลองนึกภาพฟอร์ดออกรถรุ่นใหม่ รถคันแรกมีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องใช้ลงทุนออกแบบและทดสอบ แต่หลังจากนั้นรถแต่ละคันต้องใช้วัสดุและแรงงานจำนวนมาก รถคันที่สิบยังมีต้นทุนเท่ากับรถคันที่ 1,000 ซึ่งอธิบายกลไกของตลาดที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลกเกือบตลอดศตวรรษที่ 20 รวมทั้งสินค้าเกษตรและอสังหาริมทรัพย์ด้วย

Stian Westlake

ซอฟต์แวร์ ถึงจับต้องไม่ได้ แต่เป็นสินทรัพย์มากมูลค่า

อุตสาหกรรมยานยนต์อาจใช้โมเดลเศรษฐศาสตร์แบบเก่า แต่ใช้กับอุตสาหกรรมยุคใหม่ไม่ได้ ไมโครซอฟท์อาจใช้เงินก้อนใหญ่ในการพัฒนาโปรแกรมซอฟต์แวร์ชิ้นแรก แต่ทุกชิ้นหลังจากนั้นมีการผลิตอย่างอิสระ แตกต่างจากสินค้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเราในอดีต ซอฟต์แวร์เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ซึ่งไม่เฉพาะแค่แต่ซอฟแวร์เท่านั้น ยังมีข้อมูล ประกัน e-books หรือแม้แต่ภาพยนตร์ ควรเปลี่ยนความเข้าใจทฤษฎีเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ อ้างอิงตำราเรียนเดิมไม่ได้แล้ว ความคิดของเกตส์ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือทุนนิยมของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ Jonathan Haskel และ Stian Westlake อธิบายถึงความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาสินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างฟอร์ด กับ สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนอย่างไมโครซอฟท์

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ถ้าธุรกิจล้มเหลว ต้นทุนที่จมของฟอร์ดจะชดเชยค่าใช้จ่ายบางส่วนได้ด้วยการขายเครื่องจักรและสินค้าคงคลัง แต่ไมโครซอฟท์เป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรมาชดเชย จุดอ่อนตรงนี้ทำให้คู่แข่งเข้ามาฉวยประโยชน์ง่ายดาย เช่น ธุรกิจแท็กซี่สายพันธุ์ใหม่อย่าง Uber เป็นเจ้าของเครือข่ายคนขับแท็กซี่ แต่คนขับรถ Uber จะย้ายค่ายไปขับให้ Lyft เมื่อไรก็ได้

การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ควรเปลี่ยนแปลงได้แล้ว

ทุกวันนี้สินทรัพย์ไม่มีตัวตนต้องผูกมิตรกันเพื่อสร้างคุณค่ามากขึ้น ตัวอย่างเช่น iPod เครื่องฟังเพลงพกพาของบริษัทแอปเปิล ซึ่งเป็นแค่เครื่องเล่นเพลง แต่สิ่งที่ทำให้มีคุณค่ามากขึ้นคือการใช้โปรโตคอล MP3 เพื่อเล่นเพลงลิขสิทธิ์จากค่ายเพลงได้ เรื่องเหล่านี้เป็นโมเดลเศรษฐกิจยุคใหม่ เกตส์ชี้ว่าภาครัฐควรปรับนโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อสะท้อนถึงความเป็นจริงใหม่เหล่านี้ เพื่อให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจโลกอย่างสมบูรณ์ กว่าสหรัฐจะรวมธุรกิจซอฟต์แวร์ในการคำนวณจีดีพีก็ล่วงเลยมาถึงปี พ.ศ.2542 แม้กระทั่งทุกวันนี้ยังไม่นับการลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนอย่าง ต้นทุนการวิจัยตลาด การสร้างแบรนด์และการฝึกอบรมที่แต่ละบริษัทลงทุนไปจำนวนไม่น้อย ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงแหว่งวิ่น ไม่ถูกต้องสมบูรณ์