วัคซีนโควิด-19 จะสามารถฉุดเศรษฐกิจโลกให้ดีขึ้นจริงหรือ

วัคซีนโควิด-19 จะสามารถฉุดเศรษฐกิจโลกให้ดีขึ้นจริงหรือ

วัคซีนโควิด-19 กำลังเป็นที่สนใจในระดับโลก เพราะเป็นความหวังในการปกป้องและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชากรโลกในการมีชีวิตรอดปลอดภัยจากการโรคไวรัสโควิด-19 ล่าสุดหน่วยงานระดับโลกอย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ ได้ออกมาวิเคราะห์แนวทางเศรษฐกิจโลกว่า จะเติบโต 5.5 เปอร์เซ็นต์ในปี 2564 หากเป็นไปตามความคาดหมายว่านานาประเทศทั่วโลกสามารถผลักดันให้วัคซีนโควิด-19 เข้าถึงผู้คนในประเทศของตนเองให้มากที่สุด แต่ทว่าสถานการณ์การกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรน่าอาจเป็นตัวแปรที่ส่งผลกระทบกับต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกได้เช่นกัน ดังนั้นการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 จะช่วยฉุดเศรษฐกิจโลกให้ดีขึ้นจริงหรือไม่ เรามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาให้ได้ทราบกัน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไอเอ็มเอฟ หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ระบุว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังวิกฤตการเงินโลกในปี ค.ศ. 2010 และผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาพบว่ามีการขยายตัวสูงถึง 5.5 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ทิศทางเศรษฐกิจในปี 2022 จะมีการขยายตัวอยู่ที่ 4.2 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่ากลายพันธุ์ เป็นตัวแปรสำคัญ

เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ทั่วโลกมีตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวนสูงถึง 105,891,238 คน ตัวเลขความสูญเสีย 2,307,415 คน จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ +480,935 คน และมีตัวเลขผู้รักษาหายอยู่ที่ 77,656,205 คน ซึ่งเป็นแรงผลักดันอันแรงกล้าให้บรรดานักวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์ชั้นนำทั่วโลกต่างเร่งค้นคว้าและพัฒนากระบวนการทดลองวัคซีนป้องกันโควิด-19 จนกระทั่งเป็นผลสำเร็จมีวัคซีนออกมาหลายชุดและหลายประเทศได้นำร่องโดยการเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชากรของตนเองแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ฉีดมากที่สุดประมาณ 28 ล้านโดส จากจำนวนประชากร 328 ล้านคน ซึ่งพบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อลดภายหลังการฉีดวัคซีนสหรัฐ ตามมาด้วยประเทศจีนจำนวน 23 ล้านโดส สหราชอาณาจักร 9 ล้านโดส จากจำนวนประชากร 66.65 ล้านคน ส่วนอิสราเอลเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่แต่ฉีดต่อประชากร 100 คนสูงที่สุด โดยฉีดไปแล้ว 4.66 ล้านเข็ม จากจำนวนประชากร 8.88 ล้านคน ซึ่งข้อมูลล่าสุดจนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 พบว่ามีการฉีดไปแล้วกว่า 100 ล้านโดส หรือ ประมาณ 46 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามข้อมูลผลข้างเคียง เช่น อาการปวด หรือบวม แดง บริเวณที่ฉีดวัคซีน มีไข้ อ่อนเพลีย หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดศีรษะ ตลอดจนอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่ด้วย

สำหรับประเทศไทย มีเป้าหมายเช่นเดียวกับนานาประเทศ โดยจุดประสงค์หลักของการฉีดวัคซีนก็เพื่อหวังผลในการลดการแพร่ระบาด อย่างรุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มเสี่ยง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ฯลฯ

อย่างไรก็ตามจากรายงานของ ไอเอ็มเอฟ ระบุว่ามาตรการฉีดวัคซีนโควิด-19 ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจมวลรวมหรือจีดีพีของประเทศสหรัฐฯ ภายในอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีอัตราการขยายตัวราว 5.1 เปอร์เซนต์ ส่วนประเทศจีนภายหลังการรับวัคซีนและมีการคลี่คลายทางด้านเศรษฐกิจ คาดว่าอัตราการขยายตัวจะอยู่ที่ 8.1 เปอร์เซนต์ภายในปีนี้ ดังนั้นเมื่อมองไปในแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ จึงทำให้เชื่อได้ว่าคำตอบเป็นไปในแนวโน้มที่ผ่อนคลายความตึงเครียดลง แต่ในระยะยาว เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าการใช้วัคซีนโควิด-19 จะช่วยฉุดให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้นจริงหรือไม่

ติดตามเศรษฐกิจโลก โกโก้ พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจับตามอง

ติดตามเศรษฐกิจโลก โกโก้ พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจับตามอง

โกโก้ พืชสารพัดประโยชน์ที่กำลังจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย เป็นกระแสข่าวที่ได้รับความสนใอย่างมากจากบรรดาเกษตรกรและกลุ่มอุตสาหกรรม ด้วยคุณประโยชน์และมูลค่าการตลาดที่ดึงดูดใจ ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุนเกษตรกรทำการผลิตเพื่อส่งออกในอุตสาหกรรมช็อกโกแลต ตลอดจนแผนการผลิตโกโก้เพื่อทดแทนการทำสวนยางพาราที่ให้น้ำยางน้อย เมื่อพิจารณาความต้องการผลผลิตโกโก้ในระดับเศรษฐกิจโลก เห็นว่ามีความต้องการสูงขึ้นทั้งในตลาดต่างประเทศและในประเทศ แต่จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ เราไปหาคำตอบพร้อม ๆ กัน

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกโกโก้อยู่ทั่วประเทศ จำนวน 5,464.39 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เก็บเกี่ยวแล้วจำนวน 4,090.66 ไร่และอยู่ระหว่างการเพาะปลูกอีก 1,373.73 ไร่ โดยพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 3,957.59 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือในแถบจังหวัดเชียงราย ลำปาง น่าน และ จังหวัดตาก ส่วนพื้นที่เพาะปลูกในภาคตะวันออกจำนวน 586.48 ไร่ ส่วนมากอยู่ในจังหวัดจันทบุรี

ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางแผนศึกษาข้อมูลด้านการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เหมาะสมทดลองเพาะปลูกโกโก้แซมในพื้นที่สวนยางที่ให้ปริมาณน้ำยางน้อยเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหายางพาราราคาตกต่ำ ซึ่งนักวิชาการเกษตรมองว่าการปลูกโกโก้สามารถทำได้จริงภายใต้การวางแผนเพาะปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค โดยมีแผนการตลาดรองรับเป้าหมายในเชิงอุตสาหกรรมแปรรูปโกโก้ซึ่งเน้นที่ปริมาณและคุณภาพ ข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตช็อกโกแลต ระบุว่าคนไทยมีความต้องการบริโภคช็อคโกแลตเฉลี่ยอยู่ที่ 120 กรัมต่อคนต่อปี ซึ่งเมื่อเทียบกับชาวเบลเยียมที่บริโภคช็อกโกแลต 8 กิโลกรัมต่อคนต่อปี จึงนับได้ว่าโอกาสขยายตัวทางการตลาดและการเพาะปลูกมีแนวโน้มที่สูงขึ้น

ข้อมูลจากศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า แม้อาเซียนจะไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก แต่ด้วยกำลังการผลิตจากหลายประเทศ เช่น ไทย มาเลเซีย ฟิลิปฟินส์ และเวียดนาม โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 72% ทำให้โกโก้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจอีกอย่างหนึ่งของอาเซียนไปโดยปริยาย

จากสภาพเศรษฐกิจโลก แนวโน้มการเติบโตความต้องการโกโก้ในปี 2563 ตามการคาดการณ์ของ International Cocoa Organization พบว่ามีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าปริมาณความต้องการโกโก้ทั่วโลกจะอยู่ที่ 44.7 ล้านตัน โดยผลจากการประเมินสภาวะตลาดทั้งในประเทศและตลาดโลก พบว่าความต้องการผลผลิตโกโก้เพิ่มขึ้น โดยมีการนำเข้าโกโก้มูลค่า 1,761 ล้านบาท ในปี 2560 อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มีการปรับเปลี่ยนจำนวนการผลิตเหลือ 2.9 แสนตัน พร้อมทั้งปรับขึ้นภาษีส่งออกเมล็ดโกโก้อีก 15% โดยมุ่งเน้นการส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าสูง และส่งเสริมอุตสาหกรรมช็อกโกแลตมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย หากมีการสนับสนุนและส่งเสริมการผลิตอย่างจริงจัง รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการโกโก้ แห่งชาติ (Thailand Cocoa Board) เพื่อรวบรวมข้อมูลโกโก้ทั้งหมดให้เป็นระบบ สามารถควบคุมมาตรฐานได้แก่ การคัดเลือกสายพันธุ์ การควบคุมคุณภาพของผลผลิต พร้อมทั้งจัดทำแผนโปรโมททั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างครบวงจร เช่น เทศกาลช็อกโกแลตแบรนด์ไทย เป็นต้น

แม้ว่าโกโก้โกโก้จะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอาง ส่งผลให้ราคารับซื้อโกโก้ปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า โกโก้สามารถเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตของไทยได้ แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะสามารถผลิตได้เพียงไม่กี่ร้อยตันเท่านั้น แต่ในอนาคตการปลูกโกโก้จะเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นในพื้นที่เพาะปลูกทั้ง 47 จังหวัดทั่วประเทศ

โควิด-19 ตัวการร้ายทำลายเศรษฐกิจโลกจริงไหม

โควิด-19 ตัวการร้ายทำลายเศรษฐกิจโลกจริงไหม

ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2021 อย่างเต็มตัวแล้ว เชื่อว่าหลายคนรู้สึกว่า 2020 เป็นปีที่หนักหนามาก จากผลกระทบวิกฤติหลายอย่างตั้งแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM2.5 แม้กระทั่งโควิด-19 ที่หลายคนคิดว่าผ่านไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้น มันไม่ได้จบไปอย่างที่หลายคนคิด เพราะเมื่อต้นปีเป็นเพียงวิกฤติระลอกแรกเท่านั้น และตอนนี้ประเทศไทยเรากำลังอยู่ในภาวะวิกฤติโควิด-19 ระลอก 2 และยังไม่มีใครรู้ได้ว่า วิกฤตินี้จะจบลงเมื่อไหร่ ทุกคนต่างภาวนาให้วิกฤติโควิดนี้ผ่านไปให้เร็วที่สุด

โควิด-19 ทำลายเศรษฐกิจโลกจริงไหม?
โควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดไปทั่วทุกภูมิภาคของโลกอย่างต่อเนื่อง เหล่าประเทศที่เคยสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ในช่วงแรก ณ เวลานี้กลับมีการระบาดของโรคกลับมาเป็นระลอกที่ 2 ในขณะที่บางประเทศยังไม่จบระลอกแรก อย่างประเทศสหรัฐอเมริกายังคงเป็นอันดับหนึ่งของโลก กับจำนวนสถิติผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด 19 ล้านกว่าคน และจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มากถึงวันละ 160,000 กว่าคน และจำนวนผู้เสียชีวิตยอดรวมสะสม 330,000 กว่าคน รองมาคือประเทศอินเดีย บราซิล รัสเซีย และฝรั่งเศส รวมจำนวนผู้ติดเชื้อยอดสะสมทั่วโลกอยู่ที่ 80 กว่าล้านคน และเสียชีวิตยอดรวมสะสมอยู่ที่ 1.7 กว่าล้านคน (ข้อมูลอัปเดตวันที่ 27 ธ.ค. 63) จากตัวเลขที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เราเห็นว่า โควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบสูง จากที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ก็ต้องหยุดชะงักแบบเฉียบพลันเลยก็ว่าได้

โควิด-19 ทำลายเศรษฐกิจโลกอย่างไร

ทั่วโลกหยุดการเดินทางเพื่อหยุดการแพร่ระบาด
ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศต้องหยุดชะงัก มีการกักตัวไม่ให้มีการเดินทางเข้า-ออก นอกประเทศ ทุกสายการบินงดไฟลท์บิน เครื่องบินทุกสายการบินจอดอยู่เต็มลานจอด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งแบบข้ามประเทศ

เศรษฐกิจระดับประเทศหยุดชะงักเพราะการล็อกดาวน์
ก่อนหน้าที่จะค้นพบวัคซีน หลายประเทศใช้ยาแรง คือการประกาศล็อกดาวน์ประเทศ แม้ว่าจะทำให้สามารถสกัดกั้นการแพร่ระบาดได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่เศรษฐกิจภายในประเทศกลับเสียหายหนัก ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจร้านอาหาร โรงแรมเจ็บหนัก รัฐอุ้มทุกภาคส่วนไม่ไหว ทำให้หลายบริษัทปิดตัวลงเพราะขาดรายได้มาจุนเจือ แรงงานตกงานกันทั่วหน้า นักท่องเที่ยวไม่เดินทาง รายได้เข้าประเทศไม่มี ประเทศไหนที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก ปีนี้นับว่าเป็นปีที่อ่วมกันถ้วนหน้า

ไม่มีกำหนดเวลาวันสิ้นสุดวิกฤต
ต่อให้สามารถผลิตวัคซีนรักษาโรคระบาดนี้ได้ แต่ก็ยังไม่มีใครที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าวิกฤตินี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ประเทศที่เคยเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจตอนนี้ได้เปลี่ยนไป ณ เวลานี้ไม่ใช่คนที่มีน้ำมันมากหรือมีการค้าขายระหว่างประเทศสูง หรือมีขีปนาวุธที่ทรงอานุภาพในการทำลายล้างอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องมือสำคัญในการกุมโลกไว้ในมืออีกแล้วในยามนี้ ใครที่ผลิตวัคซีนรักษาโรคได้ก่อน ชาตินั้นต่างหากที่กำลังจะกุมอำนาจโลกไว้ในมือ เพราะทุกประเทศต่างก็ต้องการวัคซีนมาป้องกัน

ตราบใดที่โควิด-19 ยังคงระบาดอยู่ และยังไม่มีวัคซีนที่เพียงพอในการรักษาอย่างทั่วถึง เศรษฐกิจก็คงไม่ฟื้นตัวกลับมาดีได้ในเร็ววันนี้แน่ เพราะการที่พลเมืองของประเทศที่ถือเป็นฐานกำลังหลักในการผลิตและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังคงหวาดหวั่นกับโรคระบาด ธุรกิจเดินหน้าต่อไปไม่ได้เพราะขาดเม็ดเงิน สภาวะแบบนี้มีแต่จะส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น คนรวยจะรวยล้นฟ้า คนจนจะจนแสนสาหัส หากยังไม่มีวิธีการรับมือกับโรคระบาดนี้ เศรษฐกิจโลกจะล่มสลายและต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกนานหลายปี

เศรษฐกิจโลกหลังช่วงไวรัสโควิดระบาดจะเป็นอย่างไร

เศรษฐกิจโลกหลังช่วงไวรัสโควิดระบาดจะเป็นอย่างไร

เป็นเวลาประมาณ 10 เดือนแล้ว นับจากไวรัสโควิดระบาด เริ่มจากประเทศจีนจนมาถึงแถบยุโรปและเอเชีย จนประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกมีจำนวนผู้ติดเชื้อรวมหลายสิบล้านคน และต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ต่อเนื่องมารายเดือน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคนี้

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินการลงทุนคาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปหลังจากได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะไวรัสโควิดระบาด โดยจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีมูลค่าความเสียหายทั่วโลกประมาณเกือบ 1,000 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งนับว่าสูงมากกว่าการนำเอาตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศอันดับต้น ๆ ของโลกอย่างญี่ปุ่นและเยอรมนีมารวมกันเสียอีก

ภาวะเศรษฐกิจโลกหลังจากไวรัสโควิดระบาด มีแนวโน้มเป็นไปได้ 5 รูปแบบ ดังนี้

1.แบบตัววี
วีเชฟ หรือ ตัววี หมายถึงเศรษฐกิจที่ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วดังที่เราเห็นในช่วงไวรัสโควิดระบาดระยะแรก ๆ แต่หลังจากนั้นจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วใน 1-2 ปี โดยเฉพาะกับกลุ่มอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น อาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตรกรรม

2.แบบเครื่องหมายถูก
เครื่องหมายถูก จะมีลักษณะเทลงในช่วงแรก หลังจากนั้นจะค่อย ๆ เอียงขึ้น หมายถึงเศรษฐกิจโลกที่ทรุดตัวลงในช่วงปีแรก แต่หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจากมีการคิดค้นวัคซีนได้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่าประเทศที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เร็วลักษณะคล้ายเครื่องหมายถูกนี้ คือ ประเทศที่ผลิตวัคซีนได้เป็นอันดับแรก ๆ ของโลก

3.แบบตัวยู
หมายถึงภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวยาวนานและต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ คาดการณ์กันว่าจะเป็นประเทศส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจภายในขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวและการส่งออก อันส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นทีละน้อย ทั้งนี้ ยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคและนักลงทุนที่ยังไม่กล้าเสี่ยงใช้เงินมากนักด้วย

4.แบบ W
ตัวดับเบิ้ลยูเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเร็ว แต่ก็มีการหดตัวอีกครั้งได้ หากมีการระบาดของไวรัสโควิดรอบที่ 2 หรือ 3 ซึ่งจะเกิดขึ้นแน่นอนหากไม่สามารถที่จะควบคุมภาวะสุขภาพอนามัยป้องกันไวรัส covid-19 ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในประเทศมหาอำนาจ เช่น จีนและสหรัฐอเมริกา

5.แบบตัวแอล
เป็นภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ช้าและใช้เวลายาวนานที่สุด กรณีที่ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกยังไม่สามารถควบคุมภาวะควบคุมโรคได้อย่างราบคาบ จะทำให้เกิดการแพร่กระจายเป็นระยะ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของโลกนั้นฟื้นตัวได้ยาก อาจใช้เวลายาวนานนับปีเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าภาวะเศรษฐกิจของโลกนั้นจะฟื้นตัวได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับการควบคุมไวรัสโควิค ซึ่งทุกคนต้องร่วมมือกันดูแลตัวเองและปฏิบัติตามกฎของทางการเมื่อต้องอยู่ในที่สาธารณะ จะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีโอกาสเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น

ไวรัสโควิด-19 ระบาด ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างไร

ไวรัสโควิด-19 ระบาด ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างไร

ตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมา มีวิกฤตการณ์ไวรัส ระบาดทั่วโลก ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจโลก เพราะปัจจุบันระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าต่าง ๆ ล้วนเชื่อมโยงกัน ทำให้หลายประเทศที่ต้องพึ่งพาการค้าขายกับต่างชาติ และการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงประเทศไทยด้วย

เมื่อไวรัสโควิดแพร่กระจายผ่านอากาศได้ง่าย จึงมีการล็อคดาวน์ประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่มหาอำนาจทุนนิยมใหม่อย่างประเทศจีน ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาและทำเป็นแนวทางเดียวกันทั่วโลก จนปัจจุบันแม้จะอยู่ในระหว่างการคิดค้นวัคซีนป้องกันไวรัสชนิดนี้ และคลายมาตรการล็อคดาวน์ลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังหวั่นเกรงว่าอาจเกิดวิกฤตซ้ำอีกระลอกได้ ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขการผันผวนในทิศทางขาลงของตลาดหุ้นทั้งในไทยและสหรัฐอเมริกา ที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ

ในด้านการท่องเที่ยว เรากำลังเข้าสู่ช่วงปลายปี ที่โดยปกติจะเป็นไฮซีซั่นที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมไปพักผ่อนในประเทศต่าง ๆ ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ซึ่งหลายจังหวัดในประเทศไทย เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญ ทำให้ตัวเลขการจองห้องพักในระยะนี้ลดลงไปมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ แม้แต่นักท่องเที่ยวชาวไทยเอง ก็ยังต้องรัดเข็มขัด เนื่องจากมีตัวเลขผู้ตกงานและปรับลดค่าตอบแทนเพื่อสภาพคล่องของนายจ้างมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขด้านการท่องเที่ยวของประเทศอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ภาวะไวรัสโควิดระบาดทำให้เศรษฐกิจของไทยตลอดทั้งปีมีการชะลอตัว ตัวเลขภาวะหนี้สินของประชากรรายบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงทำให้สภาพคล่องในการซื้อขายสินทรัพย์ เช่น อสังหาริมทรัพย์ คอนโดมีเนียม บ้าน ที่ดิน ทองคำ ฯลฯ อยู่ในภาวะซบเซากว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ประเมินไว้เมื่อต้นปี

ผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ จึงต้องติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงนโยบายการเงินการลงทุนอยู่เสมอ เพื่อปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าโดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะค่อย ๆ ไต่ระดับฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลกแบบช้า ๆ เป็นไปในลักษณะของเครื่องหมายถูก โดยปัจจัยเกี่ยวข้องที่สำคัญ ได้แก่ ผลลัพธ์ของการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด การปรับตัวของผู้ประกอบการระดับเล็กถึงใหญ่เพื่อเข้าสู่ภาวะ New Normal การพัฒนาตนเองของกลุ่มผู้ใช้แรงงานและผู้ชำนาญในแต่ละสาขาที่จะต้องตอบโจทย์การจ้างงานทั้งในและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น รวมถึงจำนวนเม็ดเงินที่รัฐบาลจะสามารถจัดสรรจากภาษีประชาชนเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกล้วนได้รับผลกระทบโดยตรงจากไวรัส โควิด-19 ระบาด ซึ่งทุกฝ่ายต่างคาดหวังว่าเมื่อมีการค้นพบวัคซีนในการรับมือกับไวรัสชนิดนี้ จะทำให้เศรษฐกิจทั้งในไทยและต่างประเทศกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วอีกครั้ง เพื่อประชาชนและผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคจะได้กลับมาลืมตาอ้าปากได้ต่อไป

วิธีการลงทุน ที่เหมาะกับคนทำงานออฟฟิศ

วิธีการลงทุน ที่เหมาะกับคนทำงานออฟฟิศ

การลงทุนเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของเงินออมที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เพิ่มสูงขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนที่มาในรูปแบบของเงินปันผล ดอกเบี้ยเงินสด หรือมูลค่าของสินทรัพย์ในระยะยาว ซึ่งดีต่อการสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน หรือใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพส่วนตัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปกู้ยืมเป็นจำนวนมาก เรามาดูกันว่าคนทำงานออฟฟิศเหมาะกับการลงทุนแบบใดบ้าง

  1. ฝากธนาคารแบบประจำ

การฝากเงินในธนาคารมีความเสี่ยงต่ำและอัตราดอกเบี้ยแน่นอน เหมาะกับคนที่มีพื้นฐานการลงทุนน้อย ไม่อยากเสี่ยงต่อการสูญเงินต้น โดยแนะนำให้ฝากประจำแทนฝากออมทรัพย์ เพราะจะได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า โดยมีระยะเวลาขั้นต่ำในการถอน คือ ต้องฝากต่อเนื่องนาน 1-2 ปีขึ้นไปจึงจะถอนได้ จึงเป็นการบังคับออมอย่างมีวินัยไปโดยปริยาย โดยสามารถเลือกฝากเงินสดที่ธนาคาร หรือตัดผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้งเป็นประจำทุกเดือนช่วงเงินเดือนออกก็ได้

  1. ซื้อกองทุน

พนักงานออฟฟิศที่ต้องการเพิ่มจำนวนเงินเก็บให้มากขึ้น แต่อยากลงทุนด้วยความเสี่ยงต่ำ อีกทั้งไม่มีเวลาศึกษาหุ้นรายตัว แนะนำให้ซื้อกองทุนเก็บสะสมไปเรื่อย ๆ โดยเลือกกองทุนที่บริหารเพื่อผลตอบแทนแบบ passive คืออ้างอิงการเติบโตของตลาดหลักทรัพย์ จะมีเงินปันผลกลับมาสู่ผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นระยะ การลงทุนผ่านกองทุนรวมนี้ไม่ต้องติดตามราคาหุ้นเอง เพราะมีผู้เชี่ยวชาญกองทุนดูแลให้แล้ว

  1. กองทุนการออมแห่งชาติ

กอช. เป็นกองทุนที่รัฐบาลตั้งขึ้น มีความเสี่ยงต่ำและมีการมอบเงินสมทบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดด้วย ถือได้ว่าเป็นวิธีเพิ่มเงินออมในระยะยาว ไม่มีขั้นต่ำในการฝาก สามารถเบิกใช้ได้เมื่ออายุครบ 55 ปี หากต้องการสร้างความมั่งคั่งในวัยเกษียณ แนะนำทำวิธีนี้ควบคู่กับการลงทุนแบบอื่น ก็จะช่วยให้เพิ่มเงินเก็บได้อย่างมาก ทั้งนี้ สามารถฝากเงินผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทยหรือหักผ่านระบบ iBanking ก็ได้เช่นเดียวกัน

  1. เล่นหุ้นพื้นฐานดี

การเล่นหุ้นมีหลายแบบทั้งแบบ Day Trade คือซื้อขายรายวันและซื้อหุ้นพื้นฐานดี แต่สำหรับคนทำงานออฟฟิศแล้ว ขอแนะนำให้ซื้อหุ้นพื้นฐานดี คือ บริษัทมีความมั่งคง มีตัวเลขบัญชีในงบการเงินที่โปร่งใส มีความสม่ำเสมอและเติบโตในการทำกำไร ก็จะได้รับปันผลที่สูงเป็นสิ่งตอบแทน หรือรอจังหวะขายในช่วงที่หุ้นมีราคาแพงขึ้นก็ได้ การเล่นหุ้นแบบนี้จะไม่รบกวนเวลาทำงานด้วย ซึ่งต่างจากแบบ Day Trade ที่ต้องเฝ้าราคาหุ้นตลอดทั้งวัน ทำให้เสียสมาธิ รบกวนเวลาทำงานประจำ แน่นอนว่านี่ไม่ได้รวมถึงการลงทุนในพวกเว็บพนันออนไลน์ FIFA55 UFA หรือแม้แต่ HERO88 การเล่นพนันไม่ได้รวมเป็นการลงทุน

การลงทุนที่เหมาะกับพนักงานออฟฟิศมีหลายช่องทางให้เลือกตามความเหมาะสมกับแผนการเงินส่วนบุคคล เพียงเลือกชนิดที่สนใจ แล้วศึกษาข้อมูลให้ลึกซึ้ง ก็สามารถสร้างผลประโยชน์ตอบแทนในระยะยาว เป็นการเพิ่มมูลค่าการออมได้หลายเท่าตัวในอนาคต โดยไม่รบกวนต่อการทำงานในปัจจุบันด้วย

สรุปเศรษฐกิจสำคัญ หลังไวรัสโควิดระบาด

สรุปเศรษฐกิจสำคัญหลังไวรัสโควิดระบาด

หากได้ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจระดับมหภาค จะพบว่ามีการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลกหลังภาวะไวรัสโควิดระบาดในด้านที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากว่ามีปัจจัยที่กระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินทั่วโลกหลายประการ จะมีเหตุผลใดบ้างที่เป็นเช่นนั้น เราได้รวบรวมข้อมูลมาฝากกันไว้ที่นี่แล้ว

ด้านการท่องเที่ยว

สถานการณ์ไวรัสโควิดทำให้กระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหนัก การเคลื่อนย้ายผู้คนระหว่างเขตแดนต้องเป็นไปตามมาตรการล็อกดาวน์และการผ่อนปรนตามระยะ ยังต้องระวังการเดินทางและการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน ที่ต้องมีระยะห่าง หรือ Social Distance จึงทำให้หลายประเทศที่เคยมีรายได้จากการท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง รวมถึงประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งนี้ยังส่งผลโดยตรงให้ธุรกิจสายการบิน หรืออากาศยานการท่องเที่ยวจำนวนมากต้องปรับลดพนักงาน หรือยุบสายการบิน เพราะไม่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในช่วงเวลานี้

ภาวะเงินฝืด

ปัจจุบันมีบริษัทปิดตัวลงในทุกประเภทอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทอ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าแฟชั่น ฯลฯ มีการควบรวมกิจการและมีการลดปลดพนักงานทุกระดับชั้น จึงมีอัตราการว่างงานสูงขึ้นหลายเท่าตัว คนทั่วโลกจึงอยู่ในภาวะรัดเข็มขัดระวังการใช้จ่ายอย่างมาก มีพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยลดลง ทำให้เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะถดถอย ซึ่งมีการประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะมีการหดตัวมากประมาณ 7.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าช่วงเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ด้วย

สงครามการค้าระหว่างอเมริกาและจีน

ปัญหานี้มีมาก่อนเหตุการณ์โควิดระบาดแล้ว มีการแบนสินค้าและกำหนดมาตรการควบคุมสินค้านำเข้าส่งออกระหว่างกัน และกระทบต่อเศรษฐกิจโลกด้วย เพราะสองชาตินี้เป็นมหาอำนาจในโลกยุค 5G ที่มีความเชื่อมโยงในระดับมหภาคกับประเทศอื่นในทุกภูมิภาค ซึ่งในช่วงเวลานี้ปัญหานี้ก็ยังคงอยู่ ดังนั้นนักธุรกิจทุกคนจึงต้องคอยสังเกตสถานการณ์อย่างใกล้ชิดรายวัน และติดตามนโยบายการค้าระหว่างสองชาตินี้ต่อไป

การเป็นหนี้ครัวเรือนและการปล่อยกู้ที่ยากขึ้น

ประชากรทั่วโลกต่างต้องการกู้จากสถาบันการเงินในประเทศตัวเองแบบดอกเบี้ยต่ำ แต่ขณะเดียวกันก็ยังขาดสภาพคล่องและมีความไม่แน่นอนทางด้านอาชีพ จึงทำให้ธนาคารปล่อยกู้ยากขึ้น กระแสเงินหมุนเวียนในระบบจึงมีภาวะฝืดเคือง นอกจากนี้ รัฐบาลของแต่ละชาติจำเป็นต้องอัดฉีดเงินงบประมาณเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยรวม จึงเป็นภาวะที่ค่อนข้างยากลำบาก ทั้งผู้ที่ต้องการลงทุนสิ่งใหม่และนักธุรกิจเดิมที่ต้องประคับประคองธุรกิจเดิมให้เดินหน้าได้

การวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกจึงเป็นไปในแนวทางเดียวกันว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกจะมีความฝืดเคืองอีกสักระยะหนึ่ง เราทุกคนจึงต้องพยายามจัดสรรค่าใช้จ่ายให้รัดกุมและลดความเสี่ยงในการลงทุนที่ไม่แน่นอนออกไป

จับตาทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังโควิด-19 ผ่านพ้นไป

จับตาทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังโควิด-19 ผ่านพ้นไป

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 หนักหนาสาหัสเกินกว่าจะเยียวยาได้ในระยะเวลาอันสั้น และตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนเพื่อป้องกันและรักษาโรคนี้อย่างได้ผล เราชาวโลกคงใช้ชีวิตด้วยความหวั่นวิตก ภายใต้เงื่อนไขของชีวิตวิถีใหม่กันอีกยาวนานเลยทีเดียว แต่ไม่นานมานี้หลายประเทศก็ได้ผนึกกำลังความร่วมมือกันในทุก ๆ ด้านเพื่อให้เกิดวัคซีนและแนวทางการเยียวยาฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนให้กลับคืนมาอย่างปกติสุข ซึ่งหลายองค์กรระดับโลกได้ออกมาเคลื่อนไหวและวิเคราะห์ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านพ้นไปดังนี้

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ (IMF) คาดการณ์ว่าภายในปีนี้ เศรษฐกิจโลกจะหดตัวลงถึง 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับเป็นภาวะย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่สถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ในช่วงทศวรรษ 1930 โดยกองทุนไอเอ็มเอฟคาดว่าผลกระทบอย่างหนักจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปี ค.ศ. 2020 และจะเริ่มฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง เมื่อมาตรการล็อกดาวน์ถูกผ่อนคลาย ด้านธนาคารโลกได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว และบริการ ส่วนทิศทางการฟื้นตัวในแบบที่นักเศรษฐศาสตร์อธิบายโดยใช้ตัวอักษรตัว V, U, W หรือตัว L เป็นต้นแบบมีความน่าสนใจดังนี้

  1. การฟื้นตัวเป็นรูปตัว V จะเป็นการฟื้นตัวที่ดีที่สุด เพราะนั่นหมายถึงทิศทางของเศรษฐกิจที่ตกต่ำจนถึงจุดต่ำสุด แล้วจะทะยานพุ่งขึ้นอย่างทันที อาจเกิดขึ้นในกรณีที่แต่ละประเทศและในภาพรวมสามารถปลอดล็อกดาวน์ภายหลังที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถคิดค้นวัคซีนหรือแนวทางการรักษาโรคได้สำเร็จ เราอาจจะเห็นการถดถอยของเศรษฐกิจในรูปตัว V ซึ่งเศรษฐกิจจะกลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว
  2. การฟื้นตัวรูปตัว U เป็นรูปแบบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่มีการพูดถึงมากที่สุด โดยจะค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 – 3 ปีกว่าเศรษฐกิจจะกลับไปเติบโตอย่างชัดเจน เป็นการฟื้นตัวแบบแอ่งก้นกระทะ คาดว่าหากเศรษฐกิจในปีนี้หดตัวลง 2.4 เปอร์เซ็นต์ และหลังคลายล็อกดาวน์มีอัตราการเติบโตถึง 5.9 เปอร์เซ็นต์ภายในปีค.ศ. 2021 ก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเป็นรูปตัว U ตามแนวโน้มการเติบโตและฟื้นตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ชลอตัว เนื่องจากได้รับความเสียหายอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา
  3. การฟื้นตัวเป็นรูปตัว W เป็นรูปแบบการฟื้นตัวที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก หากวัคซีนยังไม่สำเร็จ หรือยังไม่สามารถหาวิธีรักษาโรคโควิด-19 ได้ ในขณะที่รัฐบาลรีบปลดล็อกมาตรการป้องกันต่าง ๆ และเปิดให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบโดยรวดเร็ว อาจเกิดการแพร่ระบาดเป็นระลอกที่ 2 ทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างหนักอีกครั้ง
  4. การฟื้นตัวเป็นรูปตัว L เป็นรูปแบบการฟื้นตัวแบบ นิว นอร์มอล หรือความปกติแบบใหม่ เศรษฐกิจหลังการปลดล็อกดาวน์จะฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดไม่มากเท่าไรนัก อุปสรรคสำคัญคือ คือความล่าช้าของการคิดค้นวัคซีนเพื่อการรักษา อาจทำให้เศรษฐกิจตกต่ำยาวนานมากขึ้น

สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมจะฟื้นตัวในรูปแบบตัว U ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปีครึ่งเป็นอย่างน้อย โดยภาคธุรกิจต่าง ๆ จะเริ่มปรับตัวรับเทรนด์ใหม่ ๆ มากขึ้นภายในปี 2564 โดยธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าธุรกิจประเภทอื่น แต่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวที่ยาวนานยิ่งกว่า

แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยหรือทั่วโลกจะจะฟื้นตัวแบบ V หรือ U แต่ก็ยากที่จะกลับไปเหมือนเดิมได้อีก เพราะมีปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ที่เห็นได้ชัดในขณะนี้คือ ภาคการท่องเที่ยว ร้านอาหาร กีฬา บันเทิง การบริการ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มายังธุรกิจภาคส่วนอื่น ๆ ได้ในที่สุด

วิเคราะห์แนวโน้มโลก หลังพ้นไวรัสโควิด-19 ระบาด

IMF

นับจากช่วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 จากประเทศจีนและกระจายไปทั่วโลก เราทุกคนล้วนได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง ทั้งต่อการใช้ชีวิตประจำวันและด้านการงาน โดยเฉพาะในด้านของระบบเศรษฐกิจทั่วโลกที่ผู้คนเกิดปัญหาการว่างงาน มีหนี้สิน และไม่สามารถทำธุรกิจต่อได้ในภาวะที่มีโรคระบาด

ในด้านของธุรกิจระดับโลกนั้น สถาบันการเงิน IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2563 นี้ จะอยู่ในภาวะตกต่ำกว่าในอดีต ช่วงที่เรียกว่า Great depression เมื่อปีคริสต์ศักราช 1930 คือ มีการหดตัวมากกว่า 3 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ได้วิเคราะห์ไว้ว่าในอนาคต หลังจากที่ไวรัสนี้ได้ถูกควบคุมและมีวัคซีนในการป้องกันโรคอย่างได้ผลแล้ว ธุรกิจบางประเภทมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีท่ามกลางภาวะ New Normal คือ การปรับตัวของผู้คนที่จะปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่ต่างไปจากเดิม และส่งผลขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้อีกครั้ง เรามาดูกันว่าธุรกิจใดที่น่าจะมีแนวโน้มดีต่อการฟื้นตัวบ้าง

ธุรกิจที่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางบกและน้ำ – เนื่องจากผู้คนจะคำนวณต้นทุนในการทำธุรกิจอย่างเข้มงวดมากขึ้น จะเน้นการสร้างผลผลิตโดยประหยัดทั้งเวลา แรงงานคน และค่าเชื้อเพลิง จึงมีแนวโน้มหันไปทำธุรกิจออนไลน์และใช้บริการขนส่งโลจิสติกส์กันมากขึ้น

ธุรกิจทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข – การดูแลสุขภาพของผู้คนจะเป็นสิ่งที่รุ่งเรืองอย่างยิ่งในอนาคต เพราะหลายประเทศอยู่ในภาวะสังคมผู้สูงวัย และจากการระบาดของไวรัสโควิดก็ทำให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการใส่ใจสุขภาพมากขึ้นในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ทารกจนกระทั่งผู้สูงอายุด้วย

ธุรกิจประกัน – การทำประกันสุขภาพและประกันชีวิตจะเป็นที่นิยมมากขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาผู้คนจะต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย จึงไม่นิยมทำประกันเพราะมองว่าเป็นภาระ แต่เมื่อมีการระบาดของโรคร้ายแรงขึ้นมา ก็จะทำให้ทุกคนมองเห็นประโยชน์ของการทำประกันสุขภาพมากยิ่งขึ้นหลายเท่าตัว คาดการณ์ว่าธุรกิจกลุ่มนี้จะขยายตัวสูงเลยทีเดียว

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว จะมีธุรกิจบางกลุ่มที่ขยายตัวได้ช้า ได้แก่ ธุรกิจด้านรถยนต์ เนื่องจากผู้คนต้องสำรองค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาหนี้สินและสำรองเงินสดไว้ เพื่อความอุ่นใจในอนาคต หรือเพื่อการลงทุนแบบระยะยาวมากขึ้น ผู้คนจะหันไปใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ธุรกิจกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม ที่ดิน ก็เช่นกัน จะมีการเติบโตได้ช้าลง เนื่องจากคนมีความระมัดระวังในการสร้างหนี้ระยะยาวมากขึ้น ซึ่งพฤติกรรมของผู้คนทั่วโลก จะมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน อาจจะมีความแตกต่างไปจากการวิเคราะห์ได้ หากมีการใช้เทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่มาช่วยในการบริหารจัดการควบคุมความเสี่ยงต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจโลกในภาพรวมให้เดินหน้าได้ต่อไป

ปรับพอร์ตลงทุนหุ้นรออนาคต หลังผ่านพ้น โควิด-19

ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ที่ลดต่ำลงเรื่อย ๆ ช่วยคลายความตึงเครียดให้กับชีวิตของผู้คนและทำให้เริ่มมีความหวังว่าชีวิตที่เป็นปกติสุขจะกลับมาเร็ว ๆ นี้ สถานการณ์ที่คลี่คลายชัดเจน ทำให้นักลงทุนที่เคยเทขายหุ้นเกลี้ยงพอร์ตไปในช่วงต้นปี ได้เริ่ม Reset การลงทุนเพื่อเก็บหุ้นเข้าพอร์ตอีกครั้งเพื่อหวังอนาคตที่ดีกว่าหลังวิกฤตผ่านพ้น โดยยังเชื่อมั่นว่าการเข้าลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีมีอนาคต และหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลชัดเจน ดีกว่าการฝากเงินทิ้งไว้ในธนาคารเฉย ๆ แน่นอน โดยเฉพาะเป็นการฝากเงินในช่วงที่ดอกเบี้ย “ขาลง” อย่างเช่นขณะนี้ รวมถึงหลายๆโรงแรม หลายกิจการทั้งรายการทีวี ท่องเที่ยว แม้แต่กีฬาฟุตบอลที่วงการสะพัดมากที่สุด หลังจากโปรแกรมบอลพรุ่งนี้ถูกเลื่อนเตะออกไป ยอดสปอนร์เซอร์ก็ลดลงทำให้หลายสโมสรการเงินชะงักยกใหญ่

หลายคน เริ่มทำการบ้านอย่างหนัก ต้องรอบคอบและคิดอย่างระมัดระวังว่า ควรเลือกลงทุนหุ้นกลุ่มไหน และเป็นหุ้นตัวใดที่ไม่น่าได้รับผลกระทบจากผลพวงของเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตโควิด-19 เพื่อลดความเสี่ยงที่จะสูญเงินลงทุนไป

เลือกลงทุนในหุ้นจากประเภทของธุรกิจที่ยังขยายตัวได้ดี

ในช่วงที่เกิดวิกฤต โควิด-19 ผู้คนได้ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตจนกลายเป็นความปกติแบบใหม่ หรือ New Normal ขึ้นมา ซึ่งมีหลายประเภทธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมใหม่เหล่านี้ และกลายเป็นธุรกิจดาวเด่นขึ้นมา ธุรกิจเหล่านี้มีทั้งที่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วไปที่เรียกว่าเป็น SMEs และเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่อยู่ในตลาดหุ้น ซึ่งนักลงทุนเริ่มเลือกเข้าไปลงทุนเก็บหุ้นเข้าพอร์ตหวังรออนาคตบ้างแล้ว ได้แก่

  1. ธุรกิจยาและเวชภัณฑ์ เป็นธุรกิจแรกที่กลายเป็นที่พึ่งของผู้คนในช่วงเกิดโรคระบาดร้ายแรง สร้างความตื่นตระหนักให้กับคนทั่วโลก ธุรกิจนี้ยังมีโอกาสขยายตัวได้ต่อเนื่องหลังผ่านช่วงแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะผู้คนจะคุ้นชินกับการใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น
  2. ธุรกิจโรงพยาบาล ยังคงไปได้ดีเช่นเดียวกับธุรกิจในกลุ่มแรก แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายจนไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ แต่การที่ประเทศไทยกำลังจะเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” อย่างเต็มรูปแบบ จำนวนผู้สูงวัยจะมีมากขึ้น การใช้บริการตามสถานพยาบาลต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น นั่นจึงเป็นตัวแปรหนุนความแข็งแกร่งของธุรกิจในกลุ่มนี้
  3. ธุรกิจประกัน จากสถิติการขายประกันที่พุ่งกระฉูดในช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโควิด แสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้คนตื่นตัวที่จะสร้างหลักประกันด้านสุขภาพให้กับตัวเอง ยิ่งบริษัทประกันค่ายต่าง ๆ ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันเกี่ยวกับโควิด-19 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แสดงถึงโอกาสที่ธุรกิจประเภทนี้จะขยายตัวต่อเนื่อง
  4. ธุรกิจดิจิทัล เป็นธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จาก New Normal ของผู้คนชัดเจนที่สุด เพราะการรักษาระยะห่างทางสังคมและการอยู่บ้านเป็นเวลานาน ๆ ทำให้ผู้คนเห็นความสำคัญของระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากขึ้น นั่นจึงทำให้ธุรกิจนี้มีโอกาสเป็นดาวเด่นที่พุ่งแรงต่อไปได้อีกหลายปี

นอกจากการเลือกลงทุนจากพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งแล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่ยังต้องพิจารณาถึงผลประกอบการและลักษณะการดำเนินงานของบริษัทต่าง ๆ ในธุรกิจเหล่านี้เพื่อเป็นตัวแปรช่วยตัดสินใจเลือกลงทุน เก็บหุ้นเข้าพอร์ตรออนาคตหลังยุค โควิด-19 ด้วย