เศรษฐกิจโลกในกำมือ 3 เสือเศรษฐกิจเอเชีย

เศรษฐกิจโลกในกำมือ 3 เสือเศรษฐกิจเอเชีย

รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจบ่งชี้ว่า จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ทั้ง 3 ประเทศรวมกันจะยึดครองเศรษฐกิจโลกถึงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2583 หรืออีก 22 ปีข้างหน้า โดยปกติเราเข้าใจอยู่แล้วว่าจีนและอินเดียมีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก เมื่อรวมอินโดนีเซียเข้าไปด้วย เท่ากับว่าตัวแทนจาก 3 ประเทศในเอเชียยึดเศรษฐกิจโลกครึ่งหนึ่งอยู่ในกำมือภายใน 2 ทศวรรษ

สถานการณ์เศรษฐกิจในระยะยาว

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD รายงานคาดการณ์ทิศทางจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของจีนมีแนวโน้มเติบโตแซงหน้าสหรัฐในปี พ.ศ.2583 เมื่อถึงเวลานั้นเศรษฐกิจของประเทศจีนจะขยายตัวถึง 77% ในต่างประเทศ ขึ้นนำหน้าสหรัฐฯ โดยคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.7% ตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึง พ.ศ.2583 ในช่วงเวลาเดียวกันคาดว่าเศรษฐกิจของอินเดียจะเติบโตในอัตราเฉลี่ยปีละประมาณ 7.1% ประเทศจีนปัจจุบันเป็นประเทศที่เติบโตจากการขยายตัวในภาคการผลิตซึ่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและการใช้พลังงานลดลง ด้านเศรษฐกิจอินเดียจะมีความสมดุลระหว่างการผลิตและบริการ คาดว่าจะเป็นประเทศที่เติบโตเร็วที่สุด

ช่วงทศวรรษ 2520-2540 เห็นได้ชัดว่า GDP ของจีนเติบโตเป็นสองเท่า ขณะเดียวกันความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา การเติบโตทางเศรษฐกิจได้ชะลอตัวลงเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียวและความต้องการพลังงานลดลง เศรษฐกิจจีนที่มีขนาดใหญ่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก และการปรับลดการใช้พลังงานของจีนส่งผลกระทบต่อแนวโน้มตลาดพลังงานทั่วโลก

ในทศวรรษที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมของประเทศจีนมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การผลิตสินค้าที่มีความเชี่ยวชาญสูงและบริการทั่วไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นผลจากแผนห้าปีของจีน (FYP) ซึ่งเริ่มในเดือนมีนาคมเมื่อ 2 ปีก่อน ประเด็นสำคัญคือการกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมและอัดฉีดงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาให้เป็นส่วนแบ่งของ GDP นอกจากนี้ยังส่งเสริมรายได้จากอุปกรณ์ไฮเอนด์และชีวการแพทย์ คาดว่าจะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของภาคบริการเป็นร้อยละ 56 ภายในปี พ.ศ.2563 แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอุตสาหกรรมเหล่านี้ คาดการณ์ว่าจีนจะยังคงรักษาตำแหน่งผู้ผลิตสินค้าที่ใช้พลังงานสูงที่สุดในโลกในระยะยาว

ในปี พ.ศ. 2580 เศรษฐกิจของอินเดียและจีนคาดว่าจะเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเคลื่อนไปทางเอเชียมากขึ้น พอถึงปี พ.ศ. 2603 หรืออีก 42 ปีข้างหน้า คาดว่าจีนและอินเดียจะถือครองส่วนแบ่งตลาดในระบบเศรษฐกิจโลกมากกว่าประเทศในกลุ่ม OECD ทั้งหมดรวมกัน ซึ่งถ้าผนึกอินโดนีเซียเข้าไปด้วย ประมาณครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลกจะถูกยึดครองโดยตัวแทนจาก 3 เสือเศรษฐกิจในเอเชียนั่นเอง ด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจของอินเดียน่าจะมีผลกระทบอย่างมากต่อตลาดพลังงานในต่างประเทศในอนาคต ซึ่งรวมถึงการส่งออกพลังงานของสหรัฐฯ ด้วย เนื่องจากประชากรอินเดียมีจำนวนมากและอินเดียมีศักยภาพในการเติบโตสูงมาก คาดว่าอินเดียจะเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกในอีก 30 ปีข้างหน้า แต่การเจริญเติบโตที่เกิดขึ้นจะยังคงไม่แน่นอน ส่วนการใช้พลังงานของอินเดียคาดว่าจะมากที่สุด

สถานการณ์เศรษฐกิจในระยะยาว

เศรษฐกิจโลก ในมุมมองของเจ้าพ่อไมโครซอฟท์

เศรษฐกิจโลก ในมุมมองของเจ้าพ่อไมโครซอฟท์

เมื่อเร็วๆ นี้มหาเศรษฐีระดับโลก บิล เกตส์ (Bill Gates) ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกว่า “การประเมินเศรษฐกิจของภาครัฐยังขาดตกบกพร่อง และมองข้ามเรื่องสำคัญอย่างต้นทุนสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน รัฐบาลต่าง ๆ ควรใส่ใจเพื่อให้ประเมินเศรษฐกิจโลกถูกต้องมากกว่านี้” เมื่อ 40 ปีที่แล้ว บิล เกตส์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ กิจการของบริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดดส่งผลให้เกตส์ครองแชมป์คนร่ำรวยที่สุดในโลกยาวนานสองทศวรรษ จนกระทั่ง เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) ผู้ก่อนตั้งเว็บ Amazon เข้ามาโค่นแชมป์เมื่อปี พ.ศ.2560 ปัจจุบันเกตส์ใช้ชีวิตวัยเกษียณมาก 4 ปีแล้ว อ่านหนังสือและทำบุญเป็นประจำ เกตส์มีความเข้าใจและแนะนำว่านักเศรษฐศาสตร์ควรเขียนทฤษฎีเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกขึ้นมาใหม่

ในบล็อกของเขาได้โพสต์กราฟที่แสดงความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างอุปสงค์และอุปทานจากที่เขาเคยเรียนครั้งแรกจากหลักสูตรเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นในวิทยาลัย เขาสังเกตเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับแบบจำลองทางเศรษฐกิจ นั่นคือหลักสูตรการเรียนไม่ได้อธิบายการทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร ทำให้ขาดความเข้าใจอย่างแท้จริง

กราฟดั้งเดิมอธิบายกลไกของตลาดว่าต้นทุนการผลิตโดยรวมจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณสินค้าที่ผลิตขาย ลองนึกภาพฟอร์ดออกรถรุ่นใหม่ รถคันแรกมีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องใช้ลงทุนออกแบบและทดสอบ แต่หลังจากนั้นรถแต่ละคันต้องใช้วัสดุและแรงงานจำนวนมาก รถคันที่สิบยังมีต้นทุนเท่ากับรถคันที่ 1,000 ซึ่งอธิบายกลไกของตลาดที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลกเกือบตลอดศตวรรษที่ 20 รวมทั้งสินค้าเกษตรและอสังหาริมทรัพย์ด้วย

Stian Westlake

ซอฟต์แวร์ ถึงจับต้องไม่ได้ แต่เป็นสินทรัพย์มากมูลค่า

อุตสาหกรรมยานยนต์อาจใช้โมเดลเศรษฐศาสตร์แบบเก่า แต่ใช้กับอุตสาหกรรมยุคใหม่ไม่ได้ ไมโครซอฟท์อาจใช้เงินก้อนใหญ่ในการพัฒนาโปรแกรมซอฟต์แวร์ชิ้นแรก แต่ทุกชิ้นหลังจากนั้นมีการผลิตอย่างอิสระ แตกต่างจากสินค้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเราในอดีต ซอฟต์แวร์เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ซึ่งไม่เฉพาะแค่แต่ซอฟแวร์เท่านั้น ยังมีข้อมูล ประกัน e-books หรือแม้แต่ภาพยนตร์ ควรเปลี่ยนความเข้าใจทฤษฎีเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ อ้างอิงตำราเรียนเดิมไม่ได้แล้ว ความคิดของเกตส์ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือทุนนิยมของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ Jonathan Haskel และ Stian Westlake อธิบายถึงความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาสินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างฟอร์ด กับ สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนอย่างไมโครซอฟท์

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ถ้าธุรกิจล้มเหลว ต้นทุนที่จมของฟอร์ดจะชดเชยค่าใช้จ่ายบางส่วนได้ด้วยการขายเครื่องจักรและสินค้าคงคลัง แต่ไมโครซอฟท์เป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรมาชดเชย จุดอ่อนตรงนี้ทำให้คู่แข่งเข้ามาฉวยประโยชน์ง่ายดาย เช่น ธุรกิจแท็กซี่สายพันธุ์ใหม่อย่าง Uber เป็นเจ้าของเครือข่ายคนขับแท็กซี่ แต่คนขับรถ Uber จะย้ายค่ายไปขับให้ Lyft เมื่อไรก็ได้

การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ควรเปลี่ยนแปลงได้แล้ว

ทุกวันนี้สินทรัพย์ไม่มีตัวตนต้องผูกมิตรกันเพื่อสร้างคุณค่ามากขึ้น ตัวอย่างเช่น iPod เครื่องฟังเพลงพกพาของบริษัทแอปเปิล ซึ่งเป็นแค่เครื่องเล่นเพลง แต่สิ่งที่ทำให้มีคุณค่ามากขึ้นคือการใช้โปรโตคอล MP3 เพื่อเล่นเพลงลิขสิทธิ์จากค่ายเพลงได้ เรื่องเหล่านี้เป็นโมเดลเศรษฐกิจยุคใหม่ เกตส์ชี้ว่าภาครัฐควรปรับนโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อสะท้อนถึงความเป็นจริงใหม่เหล่านี้ เพื่อให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจโลกอย่างสมบูรณ์ กว่าสหรัฐจะรวมธุรกิจซอฟต์แวร์ในการคำนวณจีดีพีก็ล่วงเลยมาถึงปี พ.ศ.2542 แม้กระทั่งทุกวันนี้ยังไม่นับการลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนอย่าง ต้นทุนการวิจัยตลาด การสร้างแบรนด์และการฝึกอบรมที่แต่ละบริษัทลงทุนไปจำนวนไม่น้อย ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงแหว่งวิ่น ไม่ถูกต้องสมบูรณ์

เศรษฐกิจโลกเปราะบาง ไทยต้องระวังกลับลำให้ทัน

โลกทุกวันนี้โยงใยเชื่อมถึงกันหมด ภาพรวมเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการส่งออก ไม่ว่าจะลงทุนทำอะไรต้องมองทิศทางของเศรษฐกิจโลกไว้ก่อน ถ้าโลกเกิดวิกฤต ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยก็เจ็บหนักตามไปด้วย ถ้าถามถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่จะมีผลกระทบต่อไทยในเร็ว ๆ นี้ คงหนีไม่พ้นปัญหาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ต้องดูว่าจะออกหัวออกก้อยอย่างไร และจะกระทบต่อไทยอย่างไรบ้าง การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อนักลงทุนแน่นอน สุดท้ายเป็นภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจในยุโรปที่จะมีผลต่อการส่งออกของไทยหลายด้าน ซึ่งเราจะประมาทไม่ได้

เพราะเหตุใด เศรษฐกิจถึงแย่ลง

ความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลกทำให้ไทยขาดรายได้หลัก ยิ่งในช่วงครึ่งปีหลังเป็นฤดูมรสุมที่กระหน่ำภาคการท่องเที่ยวให้ซบเซา ไม่ได้น้ำได้เนื้อเท่าไร มองจากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในช่วงครึ่งปีหลังเห็นว่า ตลาดส่งออกในต่างประเทศเริ่มพึ่งพาได้ยาก ธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศกำลังทยอยล้มละลาย คงเหลือแต่รายใหญ่ที่มีการลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น เรียกว่าฮึดสู้เพื่อให้อยู่รอด แต่ความกังวลทางการค้าระหว่างยักษ์ใหญ่จีนและสหรัฐอาจส่งผลร้ายฉุดเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ระดับเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น บวกกับค่าเงินบาทไทยยังคงมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้น ผู้ส่งออกเดือดร้อนหนักเพราะขายสินค้าได้กำไรลดลง

ก่อนหน้านี้ไม่นานกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ จี 20 จัดการประชุมในอาร์เจนตินา ออกโรงเตือนภาวะ เศรษฐกิจ กำลังเผชิญความเสี่ยงเนื่องจากความตึงเครียดด้านการค้าและการเมือง แม้ว่ายังเห็นความเติบโตที่แข็งแกร่ง แต่ปัญหากำลังระดมเข้ามาทุกทิศทาง การเติบโตที่ไม่เท่าเทียมกันมีแต่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกตึงเครียด กระตุ้นให้สงครามการค้ารุนแรงมากขึ้น

จริงอยู่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกโดยรวมเติบโตขึ้น แต่ทิศทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศกลับสวนทางกัน ปัญหาหนี้สินหมักหมมของประเทศต่าง ๆ ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจโลกเปราะบาง สร้างความตื่นตระหนกให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทั่วโลก จากวิกฤตต้มยำกุ้งและวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ลุกลามยืดเยื้อขยายตัวเป็นวงกว้าง เป็นบทเรียนที่น่าหวั่นวิตกหากจะย้อนกลับมาเกิดซ้ำอีก เป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้
ความห่วงใยเศรษฐกิจโลกไม่ใช่ปัจจัยลบอย่างเดียว ยังส่อเค้าวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย และแม้แต่ไทยเราเองยังมีภาวะเศรษฐกิจแบบที่เรียกว่า วิกฤตต้มกบ ที่เป็นภัยเงียบจากการที่เศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องมาพักใหญ่แล้ว ธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพทยอยกันเจ๊งเพราะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ บางคนกระโดดออกมาก่อน ขายเทโละกิจการเก็บเงินรองรับไว้อย่างปลอดภัย แต่หลายคนยังนิ่งนอนใจไม่รู้ตัว กว่าจะมารู้อีกทีคงจะสายเสียแล้ว

มองจากคาดการณ์ของนักวิเคราะห์จากธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย เห็นว่าในช่วงครึ่งปีหลังหากทิศทางเศรษฐกิจไทยไม่กระเตื้องขึ้น แนะนำว่าถ้ามีเงินเย็นสักก้อน น่าจะนำไปลงทุนกับกองทุนที่มั่นคงและเป็นแบบกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจะมีโอกาสได้กินกำไร ตอบโจทย์สภาวะตลาดซบเซาในปัจจุบันได้ดีกว่า

ค้าขายไม่ได้กำไร

แนวโน้มปี 2018 ขยายตัวต่อ จังหวะลงทุนยังดีอยู่

เศรษฐกิจโลก ยังขยายตัวต่อในปี 2018

ช่วงนี้ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนมาก ในฐานะของผู้ประกอบการควรทำอย่างไร จะหยุดหรือเดินหน้าต่อดี นักลงทุนที่คร่ำหวอดในวงการธุรกิจมานานย่อมตระหนักดีว่าสภาวะเศรษฐกิจเปรียบได้กับวงจรชีวิต มีขาขึ้น ขาลง เป็นไปตามวงล้อในแต่ละช่วงเหตุการณ์ เมื่อสถานการณ์การค้าและการเมืองมาถึงจุดชะลอตัว จึงไม่ใช่ครั้งแรกที่ธุรกิจจะติดลบ สำคัญว่าจะเป็นการติดลบชั่วคราวหรือของจริง ในช่วงครึ่งปีหลังนักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจการค้าในไทยแน่นอน ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจของไทยเติบโตจากการส่งออกเป็นส่วนสำคัญ ภาวะขยายตัวหรือชะลอตัวล้วนได้รับอิทธิพลจากเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน โดยเฉพาะประเทศคู่ค้า ถ้ามีปัญหาการเงิน ยอดซื้อก็จะลดลงไปด้วย สร้างแรงกดดันให้ธุรกิจต้องแสวงหารายได้จากทางอื่นชดเชยเพื่อความอยู่รอด

ประเด็นที่ต้องจับตามองคือทิศทางของยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ดูมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากนโยบายการลดภาษีให้บริษัทธุรกิจได้มีเงินเหลือ มีเงินลงทุนเพิ่มขึ้น ทิศทางการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็ง บรรดาบริษัทส่งออกของไทยก็ตีปีก ได้หายใจคล่องขึ้น แต่ก็ยังกังวลว่าการส่งออกจะมีปัญหาหรือไม่ ภาครัฐต้องเข้ามาดูและใส่ใจด้านการตลาดและการขายให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นธุรกิจสายป่านสั้นอย่างเอสเอ็มอีเห็นทีจะลำบากแน่ ฝ่ายผู้ประกอบการที่มีการส่งออกอยู่แล้วต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับบริการจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบตั้งแต่ก่อนขายไปจนถึงหลังการขายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ส่วนรายที่กำลังเปิดช่องทางการตลาดและการส่งออกใหม่ๆ สู่ระบบเศรษฐกิจโลกต้องเร่งพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดและการขายควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและพฤติกรรมผู้บริโภค เก็บข้อมูลผู้บริโภคในเชิงลึกและสนองตอบความต้องการให้ตรงจุดธุรกิจจึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จ

ผู้บริโภค เลือกใช้การช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น

ด้านสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภคทุกวันนี้ คนยุคใหม่หันมาซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น กลไกต่างๆ ในระบบ เศรษฐกิจดูแคบลงมาก ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาในเรื่องการตลาดออนไลน์ มีช่องทางสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงลูกค้าง่ายอย่างเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อีเมล อินสตาแกรม ส่วนเรื่องภาษาถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกอย่างน้อยต้องมีเมนูภาษาอังกฤษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อลูกค้าไม่ได้โอกาสเห็นผลิตภัณฑ์ของจริง สิ่งที่ต้องการเร่งพัฒนาให้ดีขึ้นมีมากมาย ทั้งการจัดโครงสร้างเว็บไซต์ การโปรโมทสินค้า ตลอดจนการทำ SEO เพื่อโปรโมทแบรนด์และเว็บไซต์ เป็นกลยุทธ์การค้าที่ต้องเรียนรู้และนำมาปรับปรุงงานขายอย่างเร่งด่วน

ในขณะนี้การส่งเสริมการค้าและขยายตัวสู่ตลาดต่างประเทศเป็นโอกาสดีที่กำลังเข้ามาช่วยสร้างมูลเพิ่มให้กับสินค้าเพื่อให้ขายในต่างประเทศได้ราคาดีขึ้น ยิ่งค่าเงินดอลลาร์แข็งจะทำให้เงินส่งกลับมาไทยมากและได้เปรียบสูง บรรดาธุรกิจที่มีการส่งออกน่าจะใช้โอกาสจากตรงนี้ได้ดี ควรปรับสัดส่วนการส่งออกควรปรับสูงขึ้นอย่างน้อยก็ในระยะปีหรือสองปีนี้ เป็นจังหวะที่ดียังมีโอกาสลงทุนต่อไปได้

กลไกตลาดโลกยังขยายตัว

ย้อนไปเมื่อช่วง ธนาคารกลางยุโรป ระงับการพิมพ์ 500 ยูโร

500 Euro

ธนาคารกลางของยุโรปประกาศว่าจะทำการหยุดการผลิตธนบัตรฉบับละ 500 ยูโร ซึ่งเชื่อกันว่ากลายเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ฟอกเงิน ผู้ที่ค้ายาเสพติดและยังรวมไปถึงผู้ก่อการร้ายด้วย ในที่สุดแล้วทำให้ธนาคารกลางของยุโรปจำเป็นต้องหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อลดความสะดวกของกลุ่มคนที่ต้องการนำเงินไปทำสิ่งที่ผิดกฎหมายเพราะธนบัตร 500 ยูโรนั้นทำให้เกิดปัญหาการลักลอบขนถ่ายเงินได้ง่ายกว่าระบบการโอนเงินตามปกติที่สามารถตรวจสอบความผิดปกติได้ แต่ทั้งนี้ธนบัตร 500 ยูโรที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจจะยังคงสามารถใช้งานได้ต่อไป และจะสามารถแลกเป็นธนบัตรขนาดที่มีมูลค่าลดลงได้ โดยมีการกำหนดให้มีการหมดอายุในปี 2018 ซึ่งคนที่ยังคงถือธนบัตรชนิดนี้สามารถนำเงินมาทำการแลกเปลี่ยนได้ที่ธนาคารกลางแห่งชาติของสหภาพยุโรปเมื่อใดก็ได้หลังจากวันดังกล่าว

ธนบัตรที่มีจำนวนเงินขนาดใหญ่ดังกล่าวโดยปกติแล้วไม่ได้รับความนิยมในหลายๆประเทศในสหภาพยุโรป ส่วนในสหรัฐอเมริกาธนบัตรที่ใหญ่ที่สุดคือจำนวนเงิน 100 ดอลลาร์ เพราะหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ธนาคารกลาของสหรัฐอเมริกาได้หยุดการผลิตธนบัรเงินที่มีค่าเงิน 500 และ 1,000 เหรียญ ซึ่งเป็นเวลาเกือบร้อยปีมาแล้ว การตัดสินใจในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ที่เห็นด้วยที่มีการตัดสินใจระงับการผลิตแบงค์ 500 ยูโร ในกรณีนี้เพราะเชื่อว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารหลักของสหภาพยุโรปมองว่าธนบัตรที่มีมูลค่าเงินขนาดเล็กนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า

ซึ่งธนบัตร 500 ยูโร นั้นมักจะไม่ได้ถูกนำมาใช้กันมากในชีวิตประจำวัน เพราะหลายคนกลัวว่าการนำเงินไปซื้อสินค้าในร้านค้าบางแห่งอาจไม่ยอมรับแบงค์ที่มีมูลค่าสูงเช่นนี้ ธนบัตรยูโรละ 500 มีมูลค่า 30% ของมูลค่าทั้งหมดของธนบัตรที่มีทั้งหมดในสกุลนี้ แต่มีเพียง 3% เท่านั้น ที่มีการนำออกมาใช้ในการหมุนเวียนในเศรษฐกิจของยุโรป

ซึ่งจริงๆแล้วการอภิปรายเรื่องนี้ ได้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายในกรุงปารีสและกรุงบรัสเซลส์ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเรียกร้องให้มีการห้ามใช้เงินที่มีมูลค่าสูงชนิดนี้ เนื่องจากผู้ก่อการร้ายอาจใช้เงินเพื่อสนับสนุนการทำภารกิจที่เป็นอันตรายกับหลายๆชาติ โดยแหล่งข่าวเชื่อว่ามีการลักลอบและโอนเงินจำนวนมากโดยใช้เงินสดซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะตรวจสอบได้ยาก ทำให้หลายประเทศเกิดความกังวลในเรื่องนี้อย่างมาก และยังรวมถึงการนำไปใช้สำหรับการฟอกเงินของกลุ่มค้ายาเสพติดด้วย

เศรษฐกิจกับเทศกาลจีน 5 วันที่คนทำธุรกิจควรรู้

เศรษฐกิจกับเทศกาลจีน 5 วันที่คนทำธุรกิจควรรู้

อินเทอร์เน็ตกำลังทำให้เศรษฐกิจโลกใกล้ชิดยิ่งขึ้นและ บริษัทต่างชาติกำลังทำธุรกิจในทุกโซนเวลาทั่วโลก หากคุณทำธุรกิจในประเทศจีนหรือค้าขายกับชาวจีน การทำความเข้าใจวัฒนธรรมสามารถช่วยในการปรับปรุงทั้งความสัมพันธ์ทางธุรกิจและความสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อสร้างความประทับใจให้ชาวจีนที่กำลังทำธุรกิจด้วย โดยเฉพาะเทศกาลสำคัญของชาติเหล่านี้

Dragon Boat Festival

ในวันที่ 5 ของเดือน 5 ของปฏิทินจันทรคติจีน (ปีนี้คือ 9 มิถุนายน) ชาวจีนฉลองให้กับกวีชื่อดัง Qu Yuan (ประมาณ 340-278 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ถึงแม้จะเป็นที่รักของประชาชน แต่ก็ถูกเนรเทศโดบฮ่องเต้แคว้นฉู่ เขาฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงไปในแม่น้ำมิลอู ซึ่งเป็นที่มาของเทศกาล Dragon Boat Festival หรือเป็นการแข่งพายเรือ การแข่งเรือได้จัดขึ้นที่ประเทศจีนมานานกว่า 2,000 ปี ซึ่งรัฐบาลจีนเพิ่งจะยอมรับให้เป็นกีฬาในปี 2008 แต่วันนี้หลายพันคนในกว่า 50 ประเทศได้แข่งเรือของพวกเขาเป็นประจำทุกปี

วันเด็ก

วันเด็กแห่งชาติจีนมีขึ้นในวันที่ 1 มิถุนายน เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกโดยเริ่มขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี ค.ศ.1925 โดยมีตัวแทนจากชาติต่างๆ 54 ชาติ มาชุมนุมเพื่อหารือเรื่องสวัสดิการของประชากรเด็กของโลก เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก และได้มีการตั้ง “ปฏิญญาเจนีวาปกป้องเด็ก ๆ ” ซึ่งเรียกร้องให้ประเทศต่างๆปกป้องเด็กจากปัญหาความยากจน การปฏิบัติงานด้านแรงงานเด็กและโอกาสในการศึกษา

วันอาร์เบอร์ (วันปลูกต้นไม้)

ถึงแม้ว่าการเฉลิมฉลองแบบดั้งเดิมของวันปลูกต้นไม้นี้จะเริ่มขึ้นในเนบราสก้า (สหรัฐอเมริกา) ใน ค.ศ.1827 แต่ชาวจีนได้รับเอามาใช้ใน ปี ค.ศ.1927 ผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยนานกิง ในช่วงแรกๆนั้นยังไม่ได้รับการยอมรับโดยถูกปฏิเสธจากรัฐบาลจีน แต่หลังจากที่ดร. ซุนยัตเซ็นเสียชีวิต แนวความคิดนี้ได้รับการฟื้นคืน และมีการสนับสนุนโครงการปลูกป่าอย่างแข็งขัน ในปี ค.ศ.1981 สาธารณรัฐประชาชนจีนยอมรับแนวคิดนี้และได้ประกาศให้วันที่ 12 มีนาคมว่าเป็นวันหยุดราชการ ที่เรียกว่า อาร์เบอร์ เดย์ ในวันนี้ชาวจีนและชาวต่างชาตินับล้านๆ คนจะร่วมกันปลูกต้นไม้ไปทั่วประเทศตามบ้านเรือนของตนเองหรือที่สาธารณะ

Qingming Festival

หรือที่เรียกว่า เทศกาลเช็งเม้ง คือประมาณ ต้นเดือนเมษายน (ปีนี้คือ 4 เมษายน) มีการเฉลิมฉลองพิธีเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิของจีนนี้ วันหยุดมีการเชื่อมต่อกับทั้งการเกิดขึ้นของฤดูใบไม้ผลิและการให้ความเคารพแก่วิญญาณบรรพบุรุษด้วย โดยงานนี้เกิดขึ้นมาเมื่อ 2,500 ปีก่อน และถือประเพณีที่สำคัญมากที่สุดของของชาวจีน คือ ไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน ฮวงซุ้ยเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยเทศกาลนี้ได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจื๊อ ที่มีแนวการสอนให้รู้จักด้านความกตัญญูต่อพ่อแม่และบรรพบุรุษในตระกูล

เทศกาลโคมไฟ (Lantern Festival)

เทศกาลที่สวยงามที่สุดคือ เทศกาลโคมไฟ ซึ่งเกิดขึ้นทุกปีในวันที่ 15 หลังจากวันเพ็ญเดือน ในปีนี้มีการเฉลิมฉลองเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เป็นเวลากว่า 2,000 ปีประเทศจีนและประเทศในเอเชียอื่น ๆ ได้เฉลิมฉลองความงดงามของผ้าไหมและโคมไฟกระดาษ เดิมทีใช้เพื่อเป็นเกียรติแก่พระพุทธเจ้า หลังจากที่ฮ่องเต้ ประกาศว่าทั้งประเทศควรส่องสว่างด้วยแสงไฟทั้งหมด จีนได้พัฒนาการแสดงโคมไฟจำนวนมากรวมถึงโคมลอย การเต้นรำในงานเทศกาล เช่น การเชิดมังกรและสิงโต ในเทศกาลนี้จะมีโคมไฟที่ส่องสว่างหลายพันดวงที่สวยงามมาก

ธุรกิจในระดับสากลจำเป็นต้องเข้าใจวัฒนธรรมขององชาวจีนเพื่อสร้างความประทับใจและจะและก็จะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการค้าในที่สุด

ซาอุดิอาระเบีย กับแผนการเนรมิตเมืองใหม่เพื่อเศรษฐกิจในอนาคต

ทรัพยากรธรรมชาติอย่าง “น้ำมัน” ที่อยู่ใต้ผิวโลกถูกขุดขึ้นมาใช้เป็นเวลากว่าร้อยปีมาแล้วซึ่งแน่นอนว่าน้ำมันนั้นย่อมมีปริมาณจำกัดและในอนาคตหากจะบอกว่าคงจะหมดไปจากโลกก็คงไม่เป็นไปได้แน่นอน โดยเฉพาะประเทศในแถบตะวันออกกลางซึ่งถึงแม้ว่าจะมีภูมิประเทศที่แห้งแล้งกันดารซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะดำรงชีพ แต่บริเวณใต้ดินกลับมีปริมาณของแหล่งน้ำมันธรรมชิอยู่อย่างมหาศาล นั่งจึงทำให้ประเทศในแถบนี้มีความมั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในโลกด้วยการส่งออกน้ำมันไปขายให้กับประเทศต่างๆ แต่ในเมื่อน้ำมันกำลังลดลงไปทุกที ในช่วงหลายปีหลังเราจึงมักเห็นการวางแผนโครงการของประเทศในแถวะวันออกกลางเพื่อรองรับวิกฤติน้ำมันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างล่าสุดประเทศซาอุดิอาระเบีย ประเทศยักษ์ใหญ่ในแถบภูมิภาคนี้ก็ได้เปิดตัวโครงการสร้างเมืองใหม่ที่มีชื่อว่า NEOM ซึ่งมีขนาดของเนื้อที่โดยประมาณ 10,230 ตารางไมล์ ใหญ่กว่านครนิวยอร์ก ของสหรัฐอเมริกามากถึง 33 เท่า และภายในเมืองจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงทั้งสิ้น หากเรียกว่าเป็นเมืองแห่งอนาคตก็คงไม่ผิดนัก โดยตัวเลขโครงการสร้าง NEOM นั้นมีการคาดการณ์กันว่าทุ่มเงินลงทุนไปกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ หรือแปลงเป็นเงินไทยคือ 17 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว โดยรัฐบาลซาอุฯ ต้องการให้การสร้างเมืองใหม่อย่าง NEOM ให้เสร็จโดยเร็วที่สุดซึ่งคาดการณ์กันว่าเมืองนี้น่าจะเสร็จอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2025

โดยเม็ดเงินที่จะถูกนำมาใช้เพื่อการลงทุนนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน เช่นเดียวกับโครงการใหญ่ๆของประเทศอื่นๆ คือ 1. มาจากเงินอุดหนุนของรัฐบาลซาอุฯ และ 2. เงินลงทุนที่มาจากภาคเอกชน เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) ซึ่งในขณะนี้ดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย ทรงประกาศว่า NEOM นั้นจะเป็นเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะเพื่อทดแทนการขาดหายไปของปริมาณน้ำมัน โดยนอกจากการเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลกแล้ว ที่นี่ยังถูกสร้างขึ้นโดยการใช้แนวคิดพลังงานทดแทนให้มากที่สุดอีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีเส้นทางที่สามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศใกล้เคียงอย่างจอร์แดนและอียิปต์อีกต่างหาก

จุดประสงค์หลักๆของโครงการ NEOM นั้นจะสร้างขึ้นเพื่อการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศในรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะกับเรื่องของพลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีชีวภาพ รวมทั้งธุรกิจทางด้านอาหารและความบันเทิงอีกด้วย โดยมีการคาดการณ์กันว่าหากโครงการ NEOM ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ได้เมื่อไหร่ก็จะทำให้ GDP ของประเทศ ทะยานขึ้นไปมากกว่า 1 แสนล้านเหรียญดอลลาร์ในปี 2030 คือในอีก 5ปี ภายหลังจากที่โครงการสำเร็จแล้ว ซึ่งนอกจากซาอุดิอาระเบียแล้วประเทศอื่นๆในแถบนี้ก็เริ่มมีการทำโครงการเพื่อทดแทนการพึ่งพาการส่งออกน้ำมันอยู่อีกหลายประเทศเช่นกัน

B2B ธุรกิจของ E-Commerce อีกหนึ่งประเภทที่นักธุรกิจควรรู้

B2B ธุรกิจของ E-Commerce อีกหนึ่งประเภทที่นักธุรกิจควรรู้

สำหรับโลกในยุคปัจจุบันถือได้ว่าเป็นโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจ การตลาด หรือแม้กระทั่งการทำสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นจะต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงให้ได้สัมผัสอยู่เสมอ ๆ หรือแม้กระทั่งการเกิดธุรกิจใหม่ ๆ ของ E-Commerce อย่างเช่น B2B ซึ่งถือได้ว่าเป็นธุรกิจอีกหนึ่งประเภท ที่ยังคงเน้นการให้บริการโดยรวมไปที่ผู้ประกอบการด้วยกัน ซึ่งจะมีการซื้อขายวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเพื่อส่งตรงแก่ผู้บริโภคโดยตรง

B2B จะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง

การจูงใจ – การจูงใจนั้น ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ดึงลูกค้าให้เข้ามาหาธุรกิจ เมื่อลูกค้าเกิดความสนใจและต้องการสินค้า ความเป็นไปได้ของธุรกิจก็ย่อมมีสูงขึ้น แต่ธุรกิจเองจำเป็นจะต้องส่งเสริมและจุดประกายความคิดให้กับลูกค้าด้วยว่า เมื่อเลือกใช้สินค้าแล้วจะได้รับผลประโยชน์อย่างไรบ้าง

การจัดการบริหารตัวสินค้า – เน้นในรูปแบบขายส่ง มุ่งเน้นปริมาณ แต่ราคาค่อนข้างต่ำ ปกติแล้วนักการตลาดส่วนใหญ่ที่ต้องการจะทำธุรกิจประเภทนี้ มักจะต้องตอกย้ำในเรื่องของคุณภาพ ตลอดจนกระทั่งชื่อเสียงให้มีลักษณะที่ดีอยู่ตลอด และยังคงต้องเน้นการดูแลผ่านการให้บริการลูกค้าคนสำคัญเป็นหลัก เนื่องจากลูกค้าจะมีความสัมพันธ์กับธุรกิจ จนทำให้เกิดรายได้อยู่เช่นเดิม ตลอดจนกระทั่งการค้นหาลูกค้ารายใหม่ เพื่อให้เกิดรายได้ใหม่ ๆ เข้ามา สิ่งที่ธุรกิจจะต้องมุ่งเน้น นั่นก็คือ การสร้างฐานลูกค้าเดิมให้มั่นคง และสร้างฐานลูกค้าใหม่ให้เกิดควบคู่กัน

การโปรโมทตัวสินค้า – ผ่านการจัดงานเทรดโชว์ หรือแม้กระทั่งการออกบูธ ธุรกิจจำเป็นจะต้องมีการโปรโมทตัวสินค้าอยู่เรื่อย ๆ โดยหลักในการโปรโมทสามารถทำได้ด้วยการจัดงานประเภทเทรดโชว์ หรือแม้กระทั่งการออกบูธต่าง ๆ เพื่อที่จะโฆษณาตัวสินค้าของเราให้กลายเป็นที่รู้จัก แถมการโปรโมทสินค้าจะช่วยทำให้ลูกค้ามีการบอกต่อ และมีการเลือกซื้อสินค้ามากยิ่งขึ้น

ความเป็นไปได้ผ่านการทำธุรกิจในรูปแบบต่าง ๆ นั้น มักจะไม่พ้นไปจากการนำเสนอและการตอบสนองให้กับลูกค้า สินค้าส่วนใหญ่เป็นตัวบ่งชี้ในการแก้ไขปัญหาของลูกค้าเป็นหลัก หากทางธุรกิจได้หยิบยื่นและนำสินค้าส่งมอบให้กับลูกค้าได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ย่อมทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจตลอดจนกระทั่งผูกพันธ์ในตัวสินค้าและธุรกิจเอง แต่ถ้าหากธุรกิจมีการนำเสนอที่ไม่ครอบคลุมหรือทั่วถึง การที่ลูกค้าจะรู้จักธุรกิจและตัวสินค้าได้นั้นก็คงยาก ต่อให้เป็นธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใครก็ตาม หากมีการทำตลาดที่ไม่ครอบคลุม ย่อมต้องอาศัยเวลาเข้ามาช่วยเหลือในการดำเนินธุรกิจอย่างแน่นอน

ความเป็นมาของ Bitcoin

Bitcoin สกุลเงินรูปแบบใหม่ที่คนไทยส่วนใหญ่อาจจะยังคงไม่รู้จักดีพอ แต่ข้อดีของบิตคอยน์ก็ยังคงมีให้เห็นแบบหลากหลายด้าน เนื่องจากบิตคอยน์นั้นถือได้ว่าเป็นระบบการเงินรูปแบบใหม่ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของระบบอย่างแท้จริง และนับได้ว่าเป็นสกุลเงินที่ไม่มีศูนย์กลางพร้อมทั้งไม่มีหน่วยงานใด ๆ ที่คอยเข้ามาดูแลหรือคอยกำกับ เนื่องจากสกุลเงินในรูปแบบบิตคอยน์ได้ถูกสร้างออกมาเพื่อให้ทุกคนได้ใช้แบบร่วมกัน ทำให้สามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ตลอดเวลา ความโปร่งใสจึงเกิดขึ้นได้ผ่านการใช้เงินสกุลนี้ เพราะมีเทคโนโลยี Blockchain ที่สามารถนำมาใช้เก็บธุรกรรมของบิตคอยน์ เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งพร้อมทั้งสร้างความปลอดภัยได้อย่างสูงสุด ส่วนในเรื่องของการถูก Hack ข้อมูลผ่านระบบบิตคอยน์แทบจะไม่มีความเป็นไปได้เลย

ความเป็นมาของ บิตคอยน์ (Bitcoin)

ผู้ที่สร้าง Bitcoin ขึ้นมานั้นได้ใช้นามแฝงที่มีชื่อว่า Satoshi Nakamoto โดยคนทั่วโลกไม่มีใครทราบเลยว่าตัวตนจริง ๆ ของผู้ที่สร้างบิตคอยน์นี้คือใครกันแน่ เพราะผู้สร้างไม่ยอมเปิดเผยตัวจริงของเขาแต่อย่างใด และเมื่อบิตคอยน์ได้มีการวางระบบเป็นที่เรียบร้อย จนกระทั่งสามารถทำงานได้ในที่สุด ผู้สร้างที่แท้จริงก็ได้วางมือทุกอย่างและหายไปในปี 2010 โดยที่เขายังคงได้รับการเสนอชื่อเพื่อให้ได้รับรางวัลโนเบล ภายในสาขาเศรษฐศาสตร์ สุดท้ายเขาก็ยังคงปฏิเสธที่จะรับรางวัลนี้

สำหรับ Bitcoin ได้ถูกสร้างและปล่อยตัวซอฟท์แวร์แบบ Open source สู่สาธารณะภายในปี 2009 โดยมีหลักการที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสินทรัพย์ก็จะต้องเป็นในรูปแบบดิจิตอลที่สามารถนำมาใช้ได้จริงเท่านั้น อีกทั้งยังคงสามารถส่งออกถึงกันไปมาได้แบบทั่วโลกด้วย ทุกอย่างจะต้องเป็นไปอย่างมีอิสระภาพแบบ Peer – to – Peer ซึ่งจะต้องไม่มีหน่วยงานของรัฐหรือแม้กระทั่งธนาคารเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ส่วนในเรื่องของความรวดเร็วผ่านการโอน การจับจ่ายใช้สอย จะต้องมีความสะดวกสบาย พร้อมทั้งมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าธนาคารเป็นหลัก โดยบิตคอยน์ที่ถูกสร้างขึ้นจะมีเพียงแค่ 21 ล้านหน่วยเท่านั้นบนโลกนี้ และในปัจจุบันมีผู้ที่ขุดบิตคอยน์ขึ้นมาแล้วประมาณ 16.8 ล้านหน่วย อีกประมาณ 4.2 ล้านหน่วยอาจจะถูกขุดพบในปี 2140 ก็เป็นได้

ความที่บิตคอยน์กลายเป็นสกุลเงินที่มีข้อดีและนับได้ว่ามีจำนวนจำกัด ส่งผลทำให้เกิดความนิยมมากยิ่งขึ้น และความนิยมนี้ก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว เลยทำให้ราคาต่อหน่วยของบิตคอยน์ กลายเป็นราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ แต่ในส่วนของราคาไม่แน่ว่าอาจจะมีขึ้นและมีลงตามสถานการณ์ หากใครได้ครอบครองอยู่ในขณะนี้ อาจจะกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่มีมูลค่ามหาศาลในอนาคตได้เช่นเดียวกัน

บิตคอยน์คืออะไรกันแน่

บิตคอยน์คืออะไรกันแน่

ในปัจจุบันโลกออนไลน์หรือแม้กระทั่งอินเตอร์เน็ตได้ก้าวหน้าไปไกลมาก ไกลจนเราแทบจะวิ่งตามไม่ทันเลยก็ว่าได้ และล่าสุดก็ได้มีบางสิ่งบางอย่างที่นับได้ว่าเป็นสิ่งใหม่ ๆ มาให้เราได้ยิน นั่นก็คือ บิตคอยน์ซึ่งหลายคนก็อาจจะยังไม่เข้าใจเลยว่า บิตคอยน์นั้นคืออะไรกันแน่ พร้อมทั้งมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง และใครกันที่เป็นคนสร้างบิตคอยน์ขึ้นมาให้เราได้ใช้ประโยชน์ คำถามต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างมากมาย และนับได้ว่ามีอีกเป็นร้อย ๆ คำถามที่คนไทยต่างก็ตั้งกันขึ้นมาเพราะสงสัย วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับบิตคอยน์ในเบื้องต้น เพื่อให้คุณได้รับรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่

บิตคอยน์ (BITCOIN) ถือได้ว่าเป็น เงินดิจิตอลสกุลหนึ่ง (CryptoCurrency) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสกุลเงินใหม่ล่าสุดที่มาในรูปแบบของเงินอิเลคโทรนิกส์โดยตรง ไม่ได้มีรูปลักษณ์เป็นเหรียญหรือกระดาษ ต้องคอยใช้จ่ายแบบ computing device เป็นหลัก แต่นับได้ว่ามี Market Cap มากที่สุดเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้บิตคอยน์ยังคงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะสามารถนำมาแลกเปลี่ยนและซื้อสินค้าพร้อมทั้งบริการได้แบบทั่วโลก ตลอดจนกระทั่งเราสามารถโอนให้กันไปมาระหว่างทางด้านผู้ถือกับผู้รับได้อย่างรวดเร็ว ข้อดีอีกอย่างผ่านการใช้บิตคอยน์นั่นก็คือ ต่อให้มีค่าธรรมเนียมแต่ค่าธรรมเนียมก็จะต่ำกว่าการโอนเงินผ่านทางธนาคารอีกด้วย

ระบบการเงินที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของและไม่มีศูนย์กลาง

อีกหนึ่งประเด็นที่คุณควรเข้าใจ ผ่านการเลือกใช้สกุลเงินอย่าง บิตคอยน์ (BITCOIN) นั่นก็คือ บิตคอยน์เป็นระบบการเงินรูปแบบหนึ่งที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของระบบเงินในรูปแบบนี้ และนับได้ว่าไม่มีศูนย์กลางแต่อย่างใด พร้อมทั้งไม่มีหน่วยงานที่จะเข้ามาปิดกั้น คอยกำกับการเลือกใช้ หรือ เข้ามาคอยชี้แนะแนวทางได้ เพราะเนื่องจากระบบบิตคอยน์ถือได้ว่าเป็นระบบที่ถูกออกแบบมา เพื่อที่จะให้ทุกคนได้เลือกใช้และเป็นเจ้าของร่วมกันโดยตรง สามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ตลอดเวลา มีความโปร่งใส ตลอดจนกระทั่งเราสามารถตรวจสอบได้ทุกธุรกรรมอีกเช่นเดียวกัน ผ่านการเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีชื่อว่า Blockchain ซึ่งนับได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในการเก็บธุรกรรมของบิตคอยน์ได้อย่างแท้จริง ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะมีความแข็งแกร่งและมีความปลอดภัยเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ส่งผลทำให้ใครก็ไม่สามารถทำการ Hack ข้อมูลของระบบบิตคอยน์ได้อย่างแน่นอน

ด้วยความที่ บิตคอยน์ (BITCOIN) ยังคงเป็นสกุลเงินรูปแบบใหม่อยู่ จึงส่งผลทำให้คนไทยส่วนใหญ่อาจจะยังคงไม่รู้และไม่เข้าใจ ว่าจริง ๆ แล้วจะสามารถใช้ประโยชน์อะไรจากบิตคอยน์ได้บ้าง และบิตคอยน์มีดีอย่างไรต่อจากนี้ เพราะบิตคอยน์ยังคงเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่คนไทยบางคนอาจจะยังคงไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำไป